| Narit 的个人资料=^_^= ไปเที่ยวกันดีก่า.....照片日志列表 | 帮助 |
|
10月6日 ครบปีแหล่ะ ได้เวลา up blogและแล้วก็ครบปี เผล่อแป๊บเดียว ไม่ได้ อัพเดทที่แห่งนี้ซ่ะนานเลย
เอาเป็นธรรมเนียนมอัพปีล่ะหนก่อนวันเกิดดีก่า เอิ๊กๆๆ
ในที่สุด วัย เลข 2x ก็กำลังจะหมดไป จะกลายเป็นวัย เลข 3x ซ่ะแหล่ะ
ยังไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแห่ะ
ไม่รู้จะบ่นไร happy birthday to myself ล่ะกัน เอิ๊กๆๆ 10月6日 เวลามันเร็วจัง.....วันนี้เมื่อปีที่แล้ว จำความได้ว่าก็นั่งพิมพ์ใน Blog นี้อยู่เหมือนกันแห่ะ
ว่ามันเป็นวันสุดท้ายสำหรับเลข 27
และแล้ว วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายสำหรับเลข 28 อีกแหล่ะ
เร็วจัง วันเวลา แบบนี้จะไม่แก่ได้ไงอ่ะเนี้ยเผลอแป๊บๆ จะ 30 แล้ว
ที่เค้าบอก อายุเป็นแค่เพียงตัวเลข คงจะจริงแห่ะ เพราะอยู่มาจะ 30 แหล่ะ
บางอารมณ์ ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้ใหญ่อยู่เลย เวลาอยู่กับเพื่อนๆ (สมัยเด็กๆ ฟังดูแก่เข้าไปใหญ่)
ก็ยังเป็นเหมือนเด็กๆ เล่นๆกันอยู่เลย ไม่เห็นโตกันเท่าไหร่
จะเริ่มรู้สึกตัว ว่าแก่ก็ตอนทำงานเนี้ยแหล่ะ แต่ก่อน ทำงานที่แรก โห่ๆๆ เข้าไปเด็กที่สุด
เผลอหน่อยเดี๊ยว เป็นหัวหน้าคน มีลูกน้อง มีน้องๆๆๆๆ เข้ามาเต็มไปหมด
เลยรู้สึกแก่ขึ้นมาตอนเนี้ยแหล่ะ
จะว่าไป เนี้ยก็เรียกได้ว่าเป็นวัยกลางคนได้แล้วใช่ป่ะ (ยืมคำจากเพื่อนตะ)
เวลาอายุก็ดูล่วงเลยมาเกือบครึ่งชีวิตแหล่ะ ยังอยากทำอะไรอีกตั้งมากมาย
แต่ก็ยังไม่ได้ทำอีกตั้งเยอะ สงสัยมัวแต่นั้งคิดไปหน่อย เลยไม่ได้ลงมือทำซักที
เมื่อคืนดูช่อง 9 พ่อของแฟน ทาทา เค้าบอกว่า
"อย่ามัวแต่พูด คนเราพูดมาก พูดได้เรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยลงมือทำจริงๆ เลยอยากจะบอกว่า
อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าพลาด เราก็จะเรียนรู้ว่าพลาดตรงไหน เริ่มใหม่ได้ ไม่ต้องไปกลัวว่าจะพลาด
อย่าดีแต่พูด "
ฟังแล้วเหมือนโดนด่าเลย เพราะชอบพูดว่าอยากทำนู้น อยากทำนี่ แต่ไม่เห็นทำอะไรซักอย่าง
สงสัยต้องทำจริงๆ แหล่ะ.....เอานี้แหล่ะ ยังไงคงยังไม่สาย 29 เริ่มทำได้แหล่ะ ว่าแล้ว...ไปทำตามที่อยากทำดีกว่า
Bye bye 28. 10月4日 งานแต่งพงษ์ทัย8月17日 ราชบุรี & หัวหิน 13-14/8/2006หลังจากที่ไม่ได้อัพ space ของตัวเองไปซ่ะนาน
เนื่องจากเริ่มขี้เกียจ วันนี้วันว่างๆ เลยเอารูปมาลงซักหน่อย
สืบเนื่องมาจาก เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เป็นวันหยุดชดเชยวันแม่ ก็นัดหมายกับเพื่อนๆ เก่าๆ แก่ๆ ไปเที่ยวกัน
จุดหมายคือ Lake Point และ หัวหิน
เช้านัดกันบ้านเพื่อนแก้ว แต่ก็น่ะ มีเพื่อนคนนึงก็ไปสายอีกตามเคย นี้ขนาดแก่ๆ กันแล้วน่ะเนี้ย ยังเป็นเหมือนเดิม
กว่าจะได้ออกกันก็ 9 โมงได้ 10 โมงก่าๆ ก็ไปถึง Lake Point อยู่ใกล้ๆ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก
ก็ยืนเก้ ๆ กัง ๆกันพักนึง ไม่มีใครมาเล่นเลย เงียบเหงาดี
พวกเพื่อนๆก็ยังตกลงกันไม่ได้ ว่าจะเล่นกันดีหรือป่าว ไอ้เราก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆๆๆ
และแล้วเพื่อนๆ ผมก็ตัดสินใจเล่นกันได้ ก็เริ่มเรียนรู้กัน ว่าเล่นกันยังไง
แล้วก็เริ่มเล่นกันเลย....
หลังจากเล่นกันเสร็จก็ซัดข้าวมื้อใหญ่ 1 มื้อ
เสร็จก็อาบน้ำอาบท่า แล้วก็มุ่งหน้าไปหาเพื่อนมะกับทัตเทพที่หัวหิน
ไปถึงมันก็ให้ไปหาที่นี่....
ไปเสร็จก็โยนโบล์ฯกัน 1 เกม แล้วก็ไปนั่งร้านกาแฟกันต่อแถวๆ วังไกลกังวล
นั่งกินกาแฟกินขนมกันไป ถ่ายรูปกันไป
เสร็จก็ไปกินอาหารทะเลร้านเจ้เขียว
กินเสร็จก็หาเครื่องดื่ม ไปดื่มกันต่อที่บ้านทัตเทพ ตอนแรกๆ ก็เกรงใจบ้านมัน
ไปก็นั่งดูบอล ดื่มเบียร์กันไป แล้วก็ออกไปนั่งคุยกันข้างนอกห้องต่อ
แล้วก็นั่งเล่นเกมกินเบียร์ เพื่อนทองกับทัตเทพโดนหมดแก้วไปหลายที
ก็นั่งคุยๆๆๆๆๆๆๆ กันต่อ จนเครื่องดื่มหมด แล้วก็ไม่มีไรทำแล้ว ง่วงได้ที่
เลยไปนอนดีก่า
เช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมา ลงมาข้างล่างกัน ก็เห็นเจ้าของบ้านทำหน้าที่เถ่าแก่ขายของแล้ว
ก็ไปหาของกินกันต่อ ก่อนกลับบ้าน
ทริปนี้เวลาน้อยไปหน่อย ต้องรีบกลับ
เมื่อไหร่จะได้ไปยาวๆ อีกก็ไม่รู้ ไว้พบกันทริปต่อไปครับ
8月11日 ง่ะ ไม่ได้เข้ามานาน หน้าตา space ชั้นเปลี่ยนไปสงสัยไม่ได้เข้ามานานไปหน่อยแห่ะ
หน้าตา spaces แปลกๆ ไปหลายเลย
ช่วงนี้จริงๆ ก็ไปเที่ยวเยอะอ่ะน่ะ
แต่สงสัยโรคเก่ากำเริบ ขี้เกียจทำอ่ะ เดี๊ยวว่างๆ ว่าจะนั่ง อัพซ่ะหน่อย
ทำงานต่อดีก่า 6月19日 พลุ (เมืองทอง) อีกแล้วครับท่านตอนนี้ก็เวลาจะปาเข้าไปตี 1 ครึ่งแหล่ะ
พอดีนั่งดูบอล เลยนั่งทำรูปที่ไปถ่ายๆมาดู
ก็มีงานจุพลุแสดงมัลติมีเดียของกองทัพบก ที่จัดที่ทะเลสาบเมืองทอง
ก็เริ่มออกเดินทางไปเมืองทองตอนบ่าย 3 กว่าๆ ได้
แต่กว่าจะไปถึงก็น่ะ ตอนแรกก็ไม่เห็นหรอกว่ารถติด ก็ไปเรื่อยๆ ยังคิดในใจ โล่งดีแห่ะ
แต่พอทางลงทางด่วนเมืองทองเนี้ยซิ หุๆๆๆ รถติดซ่ะแค่ทางลงก็เล่นไปเกือบชม.
ลงไปหาที่จอดรถ ก็เลยเข้าไปเดินในงาน Funiture ดูลองเล่นๆก่อน เพราะตอนนั้นร้อนมากมาย
กลับออกมา 5 โมงได้แหล่ะ ก็เอ๋...จะไปถ่ายรูปที่ไหนดีหว่า คนเต็มไปหมด อยากขึ้นที่สูงมาก
หันไปเห็นทางด้านใกล้ๆเวที หุๆๆ มีตึกร้างอยู่ แต่พอมองไปอีกที จ๊ากกก คนเต็มตึกเก่าๆนั้นเลย
ก็เอาว่ะ ลองขึ้นไปดู หุๆๆ คนเต็มตึกจริงๆ เดินขึ้นไปดูได้แค่ 4 ชั้น ไม่ไหวแหล่ะ งานก็ใกล้เริ่ม
ที่ก็ไม่มี ก็กลับมาชั้น 2 มีลุงคนนึงนั่งจองอยู่ช่องหน้าต่างช่องนึง ก็ขอลุงแกเสียบ
แกก็ให้แห่ะ แถมจัดแจงเลื่อนที่นั่งแบ่งปันให้เราด้วย
ดีใจมากมาย เพราะงานนี้ตั้งใจถ่ายเต็มที่ ถ่ายมา 3 งาน ไม่ได้เรื่องซักงาน
งานนี้ขอหน่อยละกัน.......
ปัง ๆ ๆ ๆ อ๊าว ไหงจุดไม่บอกกล่าวแบบนี้ คนบนตึกโห่กันใหญ่
เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ตั้งกล้องกัน ต่างคนต่างรีบหันมาจับกล้องกันหมด
แต่...เงียบๆ ๆ ๆ ๆ เอ๋...ไมเงียบแบบนี้
ก็เค้าเล่นยิงเหมือนเริ่มเปิดงานก่อน แล้วเค้าก็แสดงม่านน้ำ มัลติมีเดียนั้นน่ะ
แต่มุมที่เราอยู่ มองไม่เห็นเนี้ยจิ
ช่วงนี้ก็ไม่มีไรมาก ดูรูปเอาล่ะกัน
รูปที่เหลือๆ แวะไปดูได้ที่ http://mrohm.multiply.com น่ะครับ
เพราะรูปไว้ที่นั้นแล้วมันชัดเหมือนปกติ
ไม่เหมือนใน space ของ msn อ่ะ มัน resize ซ่ะแตกหมด
ตูมๆๆๆๆ ลูกสุดท้ายถูกจุดขึ้นมา เสร็จก็ว่าจะลงจากตึก แต่โห..พวกที่อยู่ชั้นบนๆ ลงมันกันเพียบไปหมด
เลยรอก่อนดีก่า เดินเล่นอยู่บนตึก มองลงมาข้างล่าง หุๆๆ ดูคนดิ
ไอ้เหลืองๆ เป็นเส้นๆ นั้นกองทัพเสื้อเหลืองน่ะ
อันนี้มุมใกล้ๆ ก่ะที่นั่งถ่ายรูป น่ากลัวดี
รอคนน้อยเสร็จก็เดินกลับไปที่รถ โอ๊ว ไม่...รถติดแบบไม่กระดิก ไม่ขยับเลย
เอาไงดีฟ่ะ ก็ปรึกษาเพื่อนร่วมเดินทาง เอาว่ะ เก็บของแล้วเดินไปหาซีฟู๊ดกินดีก่า
เดินกว่าจะถึง โอ๊ว อีกที คนเต็มซีฟู๊ดไปหมดเลยที่นั่งไม่มีอีก
เอาไงดีฟ่ะ ก็เดินไปเดินมา เดินกลับไปหาซื้อไรกินอีกที อ๊าว ว่างพอดี
เลยได้นั่ง แต่กว่าจะได้กินไรก็อีกน่ะ...คนเต็มไปหมด ร้านก็เริ่มปิด ก็มีร้านข้าวต้ม
ได้กับข้าวมา 3 อย่าง พะโล้..ปลาสลิด...พัดผัก..กับข้าวอีก 2 จาน
พร้อมเบียร์อีก 1 เหยือกก่ะ 1 กระป๋อง
ก็เสร็จพอมึนๆ ก็กลับดีก่า ระหว่างนั้นก็นั่งดูบอลไปเรื่อย
กว่าจะเดินกลับไปถึงที่จอดรถ ก็เล่นเอาหายมึน
โอ๊ว รถยังติดอยู่อีก ก็ใช้เวลาออกมา 10 กว่านาทีได้มั้ง
กว่าจะถึงบ้านก็เล่นเอาเหนื่อย...หุๆๆ แต่ช่วงนี้คงไม่ค่อยมีแล้วมั้งงานแบบนี้
6月12日 Walk rally ถ่ายพลุ ดูไฟBlog เก่า ยัง up ไม่เสร็จ แต่ขี้เกียจแหล่ะ
มาทำอันใหม่ดีก่า
สืบเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงงานฉลองราชสมบัติ ครบ 60 ปีของในหลวงของเรา
เลยมีงานเทศกาลต่างๆ หลายๆ งาน
เริ่มด้วยงานแรก จากการประกาศเมื่อวันพฤหัสที่ 8 มิ.ย. ว่าวันที่ 9 หยุด...หุๆๆ
แล้วหยุดตั้ง 5 วันทำไรดีอ่ะเนี้ย
ว่าแล้ววันที่ 9 มีงานจุดพลุที่ศูนย์สิริกิต พร้อมกับมีงาน commart
ก็เลยไปตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ไปจอดรถฝั่งตรงข้ามศูนย์ฯ เพราะคิดว่า ขากลับคงออกมาไม่ไหวแน่
รถติดตายเลย ก็จอดเสร็จก็เดินเล่นๆๆๆ ดูงานคอมไปเรื่อยๆๆๆๆๆ พร้อมกับหาขาตั้งกล้องใหม่
แต่แล้วก็ไม่ได้ซื้อเพราะมันดูกิ๊กก๊อกเหลือเกิน คาดว่ากดไปกดมา อาจจะพังได้ง่ายๆ
เดินเสร็จชักเมื่อย ออกมาจับจองที่นั่งดูพลุดีก่า
พอออกมาเท่านั้นแหล่ะ โอ้ โห...คนเพียบบบบบไปหมด เดินหาที่ว่างวางกล้อง ไม่มีซักรู มีแต่คน
ก่ะขาตั้งกล้องเต็มไปหมด ดูรูปประกอบดีก่า
อันนี้ภายในสวน แบบไม่กล้าเดินเข้าไปเลย เพราะมีกองทัพเสื้อเหลืองเต็มไปหมด
ก็เลยล่าถอย ก่ะออกไปยืนนอกถนนหน้าศูนย์ฯ แต่ก็เปลี่ยนใจ ลองเดินไปด้านริมน้ำอีกที
แต่ก็ปรากฎว่ามีแต่กองทัพเสื้อเหลืองอีกเช่นกัน หุๆๆ เอาไงดี จะเดินออกก็ออกไม่ได้
จะเดินเข้าก็เข้าไม่ได้อีก ทำไงดีหล่ะเนี้ย ก็เดินไปเห็นที่ยังว่าง เหมือนก่ะเค้าจะไม่ได้นั่งตอนแรก
แต่ก็มีคนเริ่มนั่งแหล่ะ ...เอาหล่ะว่ะ ตรงนี้แหล่ะ ก็ยืนกั๊กที่ไว้ก่อน
นั่งๆ ยืนๆ ตั้งแต่ 5 โมงเย็นก่าๆ หุๆๆๆ เค้าจะจุดพลุกัน 20.30 น. เห่อๆๆ อีกร่วมๆ 3 ชม.
ทำไรดีฟ่ะเนี้ย ก็เลยฝากน้องจองที่ไว้ก่อน เดินออกไปดูถนนหน้าศูนย์
โอ้โห.........
ขนาดบนสะพานยังคนเยอะซ่ะ ก็เลยเดินกลับดีก่า
ไม่ไหวแหล่ะ กลับไปก็นั่งๆๆ ยืนๆๆ คนก็เริ่มเบียดๆๆๆ กันเข้ามา
ยิ่งเริ่มเย็น เริ่มค่ำ คนยิ่งเยอะมากๆๆๆๆๆ จริงๆ นี่เป็นการตั้งใจมาถ่ายรูปพลุครั้งแรก
แต่ด้วยอุปกรณ์ และสถานที่ไม่เหมาะกับการถ่ายเอามากๆๆ
ขาตั้งกล้องก็อันเล็กๆ ตั้งไป ยังไม่ข้ามหัวคนเลย ก็มีพวกเห็นแก่ตัว แบบคนเค้านั่งกันอยู่
เจือกเดินข้ามเค้า ไปนั่งขวางหน้าเค้าซ่ะงั้นเซ็งจริงๆ
เวลาผ่านไปไวเหมือนไม่ได้โกหก (แบบว่าช้าอ่ะ) ถึงเวลาก็เริ่มมีพลุจุดขึ้น
พอลูกแรกเริ่มเท่านั้น คนก็ดันๆๆๆๆ กันมาข้างหน้า เพราะมองไม่เห็นกัน
การถ่ายรูปที่ตั้งใจมาถ่าย ก็ต้องเป็นอันอดไป เพราะสถานที่ ไม่สามารถตั้งขาตั้งกล้องได้เลย
ได้รูปมาแค่เนี้ย..
สั่นสุดๆ เพราะไม่ได้วางขาตั้งกล้อง ถ่ายก่ะมือสดๆ ไงก็ไม่มีทางสวยอยู่แล้วอ่ะ
พลุคืนนี้ก็สวยดี แต่จุดต่ำไปหน่อย คนที่อยู่หลังๆ หมดสิทธิเห็นเลย
ดูๆไปเรื่อยๆ ก็เงียบไปซักพักเราก่ะเพื่อนก็เลยรีบหนีออกก่อนดีก่า
กลัวขากลับคนเยอะ เดินออกไปถนนหน้าศูนย์ฯ โอ้โห..อีกที
กองทัพเสื้อเหลืองเต็มถนนหน้าศูนย์ประชุม
แล้วเราจะกลับยังไงเนี้ย...นั้นคือความคิดแรกที่เห็นคนเยอะขนาดนั้น
ว่าแล้วก็เดินข้ามถนนไปที่จอดรถ และแล้วก็ดันมีเสียงพลุชุดใหญ่อีกชุด
อ๊าว..ไหนว่าหมดแล้ว ก็ยืนดูเสร็จ เห็นมีคนขับรถออกไป ก็เลยขับตามเค้าไป
กว่าจะฝ่าคนออกมาได้ หุๆๆ เมื่อยขาเลย คนเล่นเดินข้ามสะพาน ข้ามถนนพระราม 4
ข้ามไปลงคลองเตยกันเลย อึดดี กว่าจะไปส่งน้องกลับบ้านอีกก็เล่นเอาดึกเลย ทั้งเดิน
ทั้งยืน ทั้งขับรถ เมื่อยไปหมด แต่ก็เจ็บใจ เพราะไม่ได้ถ่ายรูปตามที่ต้องการ..
คิดไว้ว่าพรุ่งนี้เอาใหม่ ต้องหาทางไปตรงแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้......
เช้าวันใหม่(10 มิ.ย. 49) จัดแจงเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ที่จะเอาไปถ่ายรูปพลุให้พร้อม
ก็นั่งรถเมล์ไปแถวๆสะพานพุทธ ก็คิดว่าไม่น่าจะขายของ เห็นไม่ให้ขายกันหลายๆที่
แต่ผิดคาดที่นี่ให้ขายได้ตามปกติ ก็เอาแหล่ะ ไปอยู่ตรงไหนดีล่ะเนี้ย
ก็เดินขึ้นสะพานพุทธ หุๆๆๆ ไม่มีรูจะให้นั่งเลย ทั้งปีน ทั้งยืน ทั้งนั่งเต็มสะพานไปหมด
ก็เดินข้ามไปเสร็จ เอาไงดีฟ่ะ ก็ลองเดินเลียบๆ แม่น้ำไปเรื่อยๆ
ตรงตีนสะพานฟั่งธนฯ เห็นมีสถานีสูบน้ำของกทม. มีรถเหมือนรถขนทราย ขนขยะ
อะไรประมาณนั้นแหล่ะ ก็ปีนๆ ขึ้นไปดู เออ เข้าท่าแห่ะ ก็มีคนนั่งอยู่ตรงริมๆ ก็ขอเค้าเข้าไป
ยืนได้แป๊บเดียว หุๆๆๆ ฝนเจ้ากรรมดันตกมาซ่ะได้ ร่มที่เตรียมไปก็คันนิดเดียว
ก็ห่อของห่อกล้อง กางร่มหลบฝนได้พักนึง พอฝนหยุด คนก็เริ่มมากันอีก
รถที่ว่างๆ ก็เริ่มมีคนปีนขึ้นมาเต็มไปหมด ยืนๆ นั่งๆ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่
ลองตั้งกล้องถ่ายดู ชักไม่ได้เรื่องเพราะคนเยอะรถสั่นไปหมดเลย
ชักเริ่มเซ็งอีกแหล่ะ เมื่อวานก็ทีนึง มีอุปสรรคเต็มไปหมด จะได้ถ่ายรูปพลุสวยๆ ทั้งที
งานวันนี้เค้าว่าพลุจากญี่ปุ่น ไร้เสียง ไร้ควัน แต่...เวลาผ่านไป 21.15 น. ปัง ๆ ๆ
เสียงพลุลูกแรกเริ่มจุดขึ้น หุๆๆ เสียงดังซ่ะ ควันเยอะซ่ะ
ไหนบอกไม่มีเสียงไม่มีควัน ดูรูปเอาดีก่า
เซ็งอีกแหล่ะ ควันเต็มไปหมด เห้อ ทำไมพอได้ทีค่อนข้างดี ดันมีควันเยอะซ่ะอีก
เอาใหม่ ในใจคิด พรุ่งนี้ยังมีอีก เอาอีก จะไปถ่ายมันทุกวัน
หลังจากถ่ายเสร็จ ก็เดินๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้จะกลับยังอีก คราวนี้รถจอดไว้ที่สยามพารากอน
หุๆๆ เอาไงดีหว่า ก็เลยเดินๆๆๆ ไปเยาวราชซ่ะ หาไรกินดีก่า
ก็เสร็จกว่าจะหา Taxi กลับมาสยามพารากอนได้ ก็เล่นเอาดึกเลย
หมดแรงไปอีกคืน เก็บแรงเอาไว้พรุ่งนี้อีกดีก่า.......
วันที่ 11 มิ.ย. 2549 เตรียมกระเป๋า อุปกรณ์อีกรอบ
เอาฟ่ะ วันนี้ไงก็ต้องหาที่ถ่ายสวยๆ ให้ได้ ว่าแล้วก็ออกตัวรถเต่า มุ่งหน้าไปยังวัดบวรฯ
วัดที่เคยบวชมา 1 พรรษา ขาไปรถไม่ติดเลย สบายๆ ก็จอดรถที่วัด
โอ๊ว คนในวันเต็มไปหมด เพราะที่วัดบวรมีงานนิทัศกาลของในหลวงและสมเด็จพระสังฆราช
นี่เป็นป้ายแรกหน้าสถานที่ๆเค้าจัดงาน
เข้าไปในงาน ก็จัดสวยดี ตอนบวชจำไม่ได้เลย ว่าห้องสถานที่แห่งนี้เป็นยังไง
ดูรูปเอาล่ะกัน เผื่อใครที่ไม่ได้ไป
ดูรูปเอาล่ะกัน เผื่อใครที่ไม่ได้ไป
เสร็จออกจากวัด เอาไงดีหว่า จะไปตั้งป้อมถ่ายรูปตรงไหนดี ก็ลองเดินออกไปทางราชดำเนินก่อน
เดินผ่านตรอกข้าวสาร อ่ะ..เห็นป้าย Golden Mountain หุๆๆ นี่หล่ะว่ะ
ท่าจะเข้าท่า ก็รีบจัดแจงเดิน จะขึ้นตุ๊กๆ เรียกเสร็จ เค้าบอก..ใกล้ๆ นี่เอง เดินไปล่ะกัน บรื้นนนนนน
แล้วก็ขับหนีไป งงเลยตู ก็ไม่อยากเดินไง อยากรีบๆ ไปจองที่
เอาว่ะ ก็เดินๆ ถ่ายรูปๆๆ ไปเรื่อยๆๆ
พอไปถึง คนเงียบๆ ด้านล่าง เห็นมีป้าย ปิด 17.30 น. เลยงง เอ๋..นี่มันก็ 5 โมงก่าๆ แหล่ะ
แล้วยังไม่ปิดอีกเรอะเนี้ย เอาว่ะ ลองเดินขึ้นไปดู ก็เล่นเอาเหนื่อยนิดนึง
กว่าจะถึงด้านบน เดินขึ้นไป โอ้โห อีกรอบ....
คนเหรอนี่ โดยเฉพาะตากล้อง เยอะมากมายยยยย ดูรูปเองเอง
ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา ขึ้นไปปุ๊บ กะว่าจะเดินเล่นซะหน่อย
แต่หุๆๆ หาที่จองที่ถ่ายรูปก่อนดีก่า ก็ได้ตรงบันได แบบเป็นคนสุดท้ายที่จะถ่ายได้น่ะ
เพราะสุดขอบตึกบังอยู่ เห็นที่แล้วก็เซ็งๆ เพราะคิดว่าคงมีคนเข้ามาเบียดๆ จนบังอีกแน่ๆเลย
ก็ฝากที่นั่งให้น้องจองที่นั่งไว้ก่อน แล้วเราเลยเดินๆ ขึ้นไปหาที่ดู หุๆๆเต็มทุกอนูที่จะถ่ายรูปได้
ก็เลยถ่ายวิวเล่นๆ ซ่ะหน่อย นานๆ จะได้ขึ้นมาเล่นข้างบนนี่ทีนึง
ถ่ายไปถ่ายมา อยากได้เลนซ์ใหม่ๆ ดีๆ เลย หุๆๆๆ
ยิ่งเห็นอุปกรณ์ของคนอื่นๆ แล้วด้วย อยากได้ม๊ากมายยยย
กลับมานั่งรอๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆแล้วก็รอๆๆๆๆๆ ฝนดันตกลงมาอีก
คนก็หนีกันใหญ่ แต่เฉพาะพวกที่ไม่ได้ตั้งใจมาถ่ายรูปน่ะ
ส่วนพวกที่ก่ะมาถ่ายรูปนั่งอยู่กันเต็มไปหมด เพราะกลัวที่นั่งหายไป หุๆๆ ฟิตกันจริงๆ
รวมทั้งเราด้วย นั่งกางร่มตากฝนซ่ะงั้น
คนก็ยิ่งเดินขึ้นมาเต็มไปหมด 20.30 ผ่านไป หุๆๆ ยังไม่จุดซักที
และแล้ว 21.30 น. ปุ๊ๆๆๆๆๆ เสียงดังมาจากฟั่งสนามม้า
ซวยแหล่ะ เพราะลูกแรกที่ขึ้นมา เล่นเอาซ่ะมุมตึกที่เราจะเห็นได้เลย
เอาไงดีฟ่ะ ตอนนี้กดๆๆๆไปก่อน ติดทั้งหัวคน ติดทั้งไฟของภูเขาทอง ติดทั้งตึก ยืนก็กลัวกล้องตก
ลำบากลำบนจริงๆ เลยหุๆๆ ดูรูปเอาล่ะกันคร๊าบ
ลูกนี้ใหญ่มากๆๆ ล้นเฟรมกล้องเลย
อันนี้เค้าว่าเป็นรูปนาฬิกา Seiko ดูเอาล่ะกัน เหมือนป่ะ
ชอบลูกนี้มากเลย แต่เสียดาย มุมที่ได้ยืนอยู่มันติดเจ้าไฟดวงเนี้ย เซ็งสุดๆๆ
อันนี้ด้วยเหมือนกัน
ดอกนี้ชุดเกือบสุดท้ายแหล่ะ อลังการงานสร้างมากๆๆ
เสียดายแต่ที่ยืนถ่ายเนี้ยแหล่ะ ดูจิ มีหัวคนติดมาด้านล่างด้วย เศร้าใจจริงๆ
ถ่ายเสร็จก็ก่ะไปเดินถ่ายซุ้มต่างๆ ดูพอพ้นถนนที่เข้าภูเขาทอง ก็ต้องเปลี่ยนความคิด
เพราะกองทัพเสื้อเหลือง(อีกแล้ว)เต็มถนนราชดำเนินกับถนนที่มีซุ้มเต็มไปหมดเลย
เลยเอาไงดีหว่า ยืนถ่ายรูปยืนคิดอยู่พักนึง เดินกลับไปวัดบวรดีก่า
ระหว่างทางชักหิว เลยแวะร้านนี้ซ่ะหน่อย รองท้องนิดนิง
กลับไปเก็บข้าวของหาข้าวกิน เริ่มเมื่อยเท้ามากมาย ทั้งยืนทั้งเดิน
3 วันที่ผ่านมา ทั้งยืนทั้งเดิน เท่าที่จำได้ ที่ยืนรอเนี้ย รวมเวลาแล้วเกือบ 9 ชม.แหน่ะ
เฉลี่ยนยืนวันน่ะ 3 ชม.ได้ แต่ก็น่ะ เจ้ากรรมดันได้ที่ไม่ดี ได้รูปมาแค่เนี้ย
ไว้มีโอกาสไหน จะไปถ่ายใหม่ จะให้สวยให้ได้
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณน้องที่รัก ที่ไปเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้ง 3วันที่ผ่านมานี้
ไม่งั้นคงต้องโดดเดี่ยว 3วันแน่ ๆเลย ขอบจายน๊ะจ๊า
6月9日 Huahin Jazz festival 2006เช้าวันเสาร์...(2/6/2006)
ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เนื่องจากเมื่อคืนไปคาราโอเกะ ดึกไปหน่อย(นั่งฟังจนเหนื่อย)
หลังจากทำธุระส่วนตัวนิดหน่อย ก็ออกเดินทางไปบ้านอ้อ
รถก็เยอะจริงๆ กว่าจะไปถึง ก็เกือบเที่ยงแหล่ะ กว่าจะเริ่มออกเดินทางก็สายโด่ง
ไปรับแฟนสาวเราเสร็จก็ออกเดินทางหาไรกินตามเส้นพระราม 2 พี่โป้ง
พาไปกินร้านนึง ต้องวนเข้าไปเส้นในแถวๆ มหาชัยเมืองใหม่
สั่งกับข้าวมา 4 อย่าง ข้าว 4 โถ น้ำเปล่า 2 ขวดแป๊บซี่ขวด เห่อๆๆ
เช็กบิลมา 840 บาท (เจอปลาไปสองชิ้น 300 แพงดี) จำชื่อปลาม่ะได้แหล่ะ
ตอนแรกพอรู้ราคา เกือบจะแทะก้างปลาให้เกลี้ยงเลย หุๆๆ
เสร็จก็ออกเดินทางต่อไปตามเส้นพระราม 2 ฝนก็ตกอีก
ไปถึงหัวหินก็แวะไปร้านกาแฟที่เพื่อนพี่โป้งรออยู่
ชื่อร้าน "บ้านใกล้วัง"
รูปตุ๊กตาหน้าร้าน
ก็นั่งพักแป๊บนึง ก็เลยเดินไปถ่ายรูปเล่นดีก่า
แฟนสาวเราเอง อันนี้คุณป้าอ้อ เห่อๆ กลมขึ้นเยอะเลยน่ะ หลังแต่งงาน
5月14日 นอนแพ...&..ตกหมึก ???นอนแพ..ตกหมึก....
จริงๆ ไปมาตั้งแต่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว รูปเอาลงไปหลายวันแหล่ะ
แต่ยังไม่ได้ up Blog เลย คิดแต่ล่ะที่ ว่าจะ up ซ่ะหน่อย
แต่คงใช้เวลานาน เลยม่ะได้ทำ
วันนี้ได้ทำซ่ะที........เริ่มเลยดีก่า
เย็นวันที่ 28 เม.ย. หลังเลิกงานก็รวมพลพรรค
บางคนก็เสร็จงานเร็ว บางคนก็เล่นเอารอซ่ะนาน กะจะออกเร็วซักหน่อย
กว่าจะได้ออกจริงๆ ก็ปาเข้าไปทุ่มนึงพอดี
ออกจากที่ทำงาน ขับไปทางมอเตอร์เวย์ ตอนแรกว่าจะแวะซื้อของที่ Lotus บางนา
แต่ก็น่ะ เวลามันป่านนี้แหล่ะ อยากรีบขับไประยองเลยดีก่า
ประมาณ 4 ทุ่มครึ่งก็ถึงระยอง แวะซื้อข้าวของกินที่บิกซี ระยอง
ซื้อของกันเสร็จ มีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย ตอนขนของลงจากทางเลื่อนรถเข็นน่ะ
ตอนแรกว่ารถเข็นมันเข้าล๊อกล้อมันแล้วน่ะ แต่ที่ไหนได้
พอปล่อยมือ รถมันวิ่งปรูดๆๆๆ ลงไปข้างล่างเลย
ดีน่ะ มันดึกแล้ว ข้างหน้าไม่มีคนอยู่ เค้าถึงด้านล่างไปแล้วหลบพ้นพอดี
รถเข็นคว่ำ ของกระจัดกระจายเลย
แต่ไปหลายอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ทาง บิ๊กซี เค้าชดใช้ให้น่ะ
กว่าจะเสร็จเรื่องก็เล่นเอาง่วงเลย
กลับเข้า Brookside ก็ดึกต้องเช็ดถูบ้านกันอีก....กว่าจะได้หลับได้นอนกันก็เล่นเอาดึก.....
เช้าวันต่อมา....ตอนบ่ายๆ ต้องเดินทางไปขึ้นเรือไปลงแพ ที่บ้านเพ
แต่เวลาที่นัดเค้าไว้ก็....บ่าย 2 แน่ะ
ตื่นเช้ามาทำไรหล่ะเนี้ย นอกจาก หาไรกิน ถูกม่ะ...
กินกันเสร็จ จัดกระเป๋าเอาของที่จำเป็นไป
ตอนจะขับรถออกจากบ้าน ก็มีโทรฯมาจากสำนักงานใหญ่
บอกว่าเครื่องคอมฯ Server ดับหมด เพราะไฟฟ้าดับนาน
เอาหล่ะเป็นเรื่องใหญ่อีก จะขับรถก็ม่ะได้ เดือดร้อนกันยาวอีก เลยให้ลูกน้องคุยแทน
กว่าจะเสร็จเรื่อง....
กว่าจะไปถึงท่าเรือเพ ก็เล่นเอานานเหมือนกัน เพราะคนขับรถ(ผมเอง)
ดันจำผิดว่ามันใกล้ๆ กับหาดแม่รำพึง มันเลยไปอีกพักใหญ่เลย
ก็เลยไม่ได้กินข้าวกัน ทำให้พลพรรคเริ่มหิว ติดต่อคนที่จะมารับก็ไม่ค่อยได้
รอกันอยู่พักใหญ่ ก็ติดต่อเค้าได้ เลยรู้เวลาที่แน่นอน
เลยไปหาข้าวกินก่อนดีก่า
ร้านที่เข้าไปก็อยู่ตรงข้ามท่าเรื่อบ้านเพ
เห็นร้านแล้วงง เพราะจานฉามที่วางไว้ เต็มทุกโต๊ะ ไมเค้าไม่เก็บกันฟ่ะเนี้ย
ก็สั่งอาหารกันกิน ดันสั่งเกาเหลาเลือดหมูกันทุกคน มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป
กว่าจะได้กินกันหมดทุกคนก็นานอยู่
หลังจากกินเสร็จก็เดินเล่นแว๊บนึงก็ได้เวลาขึ้นเรือ
ตอนแรกคิดว่าเรือจะใหญ่โตแบบไหน...
พอถึงเวลาจริงๆ "แต๊กๆๆๆๆ" เสียงเรือดังมา หันไปดูหุๆๆๆ เรือน่ารักซ่ะไม่มี
ก็เริ่มทยอยกันขึ้นไป แดดร้อนเปลี้ยงงงง สุดๆ
นั่งอยู่บนเรือไม่นาน ก็ถึงแพ อยู่ใกล้ๆ กับเขื่อนกันตรงท่าเรือเพน่ะ
ไปถึงก็มี..น่าจะเจ้าของแพน่ะ มาแนะนำว่ามีอันตราย อะไร ยังไงกันบ้าง
ห้ามนู้น ห้ามนี้...เดือนเวลาลงน้ำอะไรประมาณนั้น
พอฟังเสร็จก็จัดแจงเอาของเข้าไปในห้องนอน ?? เรียกว่าห้องนอนดีม่ะ
เพราะว่าหน้าต่างเต็มไปหมด นอนดูวิวได้รอบทิศทาง ห้องที่พวกเรานอนกันเนี้ย
ลงในหนังสือโฆษณา พวกหนังสือท่องเที่ยว ดูในรูปเหมือนจะสวยเลย
แต่ของจริง เห่อๆๆ ก็พอทน
ซักพักหลังจากเก็บของกันเสร็จ ก็มีคนเอาหอยแมลงภู่(เขียนไงหว่า)มาให้กิน
ก็ตัวเล็กๆ เค้าเลี้ยงเอง สำหรับเราก็หร่อยดีอ่ะน่ะ
ตรงหน้าห้องที่เราอยู่ เค้ามีเหมือนตาข่ายดักปลาเอาไว้ที่จับมาได้หรือไงเนี้ยแหล่ะ
ปลามีอยู่หลายตัวเหมือนกัน น่ารักดี มีพวกปลาปักเป้า(เขียนไงอีกแหล่ะ)
ปลาหูช้าง(หรือหูกวางเนี้ยแหล่ะ) และก็ปลาเก๋า (หน้าตากวนดี)
เค้าก็มีเอาปลาตัวเล็กๆ มาให้มันกินให้ดูก็เล่นๆ ก่ะปลาอยู่พักใหญ่ๆ เริ่มไม่มีไรทำ
จะเล่นน้ำก็ใช่เรื่อง เพราะร้อนมากๆๆๆ
จะนอนอยู่ในห้องก็ไม่ไหว เพราะทั้งร้อน ทั้งยุง....(เยอะมากๆๆๆๆ)
ก็นั่งคุย นั่งเล่น กินดื่มกันไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ
ตอนเย็นๆ ก็มีคนมาตาม บอกจะไปขึ้นอวน ไปดูปู เผื่อมีติด ถ้ามีติด
เค้าก็จะทำให้กินตอนเย็นกันน่ะ
ก็มีเรา ก่ะน้องอีก 2 คนไปกัน ตอนแรกก็นึกว่าอวนจะใหญ่โต
อ่ะโด่เอ้ย อวนอันเล็กๆ เอง ใช้ 2 คนก็ลากขึ้นมาแหล่ะ
ก็มีปูตัวเล็กๆ ปลาตัวเล็กๆ หอยเม่นติดขึ้นมา เห็นปูที่ติด ก็คิดจะเอาออกไง
เพราะมันพันก้ามหมดเลย เค้าก็ทำให้ดู หักเปาะ หักเอาก้ามปูออกมาเลย
พี่เค้าก็บอก ลองกินดูซิ ก็มีน้องผู้หญิงแพอื่นไปด้วย >
เธอก็เล่นเลย ดูดๆๆก้ามสดๆซ่ะงั้น ดูจากหน้าตา ไม่น่ากล้าดูดเลย
กลับมาที่แพ แดดล่ม ลมตก ได้เวลาเล่นน้ำกันแหล่ะ
ก็มีเรือให้พาย มือบอร์ดให้ขี่เล่น หลังจากเล่นเสร็จ กว่าจะได้อาบน้ำกันหมด ก็เล่นเอาตัวเหนียวไปหมด ตกเย็นก็เริ่มได้เวลาอาหารแหล่ะ ก็นั่งกินกันไป คุยกันไป พอกินเสร็จ เค้าก็บอกถ้าใครจะตกหมึก ให้ไปตกที่อีกแพนึงใกล้ๆกัน ก็เดินไปดู เห่อๆๆๆๆ เนี้ยน่ะเหรอ ทัวร์ตกหมึก คือประมาณนั่งตกอยู่บนแพนั้นแหล่ะ เห็นแล้วแอบเซ็งๆ นึดๆ ดูรูปเอาล่ะกัน มีแค่เนี้ย....
ก็กลับไปนั่งกินว๊อดก้า ที่แพเราดีก่า
กินไปกินมาเริ่มเหมือนไม่มีไรทำ พอดีเค้า(คนบนแพ) เค้าจะออกไปซื้อของที่ฝั่ง ก็ฝากเค้าซื้อเบียร์แหล่ะ card มานั่งเล่นกัน ก็รอเค้ากลับมา เล่นกันไปซักพักเริ่มมึนหัว เพราะมันเล่นบนแพ โยกไปโยกมา ก็เลยไปนั่งดื่มเบียร์เล่นดีก่า กินกันซักพัก ก็ได้เวลาปิดไฟแพแหล่ะ ก็นั่งกินๆๆๆๆๆ คุยๆๆๆๆ กันไปเรื่อย จนเริ่มง่วงนอน นอนไปได้ซักพัก ฝนเจือกตก ตกแบบหนักด้วยอ่ะ ฝนสาดทั้งแพเลย ทั้งยุง ทั้งฝน เห่อๆๆๆ กว่าจะได้นอน ตื่นเช้ามา ก็..เราตื่นมาคนแรก(คงด้วยความหิว) กว่าจะตื่นกันก็ปาเข้าไป 9 โมงก่าๆ แหล่ะ เพราะได้ยินเสียงเค้าเอากาแฟมาให้ ซักพักเค้าก็ยกข้าวต้มมา เราก่ะน้องก็ซัดกันก่อนเลย ก็กันเสร็จ ก็เริ่มทยอยกันอาบน้ำ เตรียมตัวกลับฝั่ง แล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน "> ถ่ายรูปกันเสร็จ ก็รอเรือมารับกลับฝั่ง ไปหาซื้อของฝากที่ตลาดบ้านเพกัน ซื้อกันซักพัก ก็ไปซื้อของสดที่ตลาดสดบ้านเพต่อ ก็ได้กุ้ง ปู สดๆ มาทำกินกันที่บ้าน Brookside กลับมาถึง Brookside กันก็นั่งเล่น นั่งคุย ตามอัธยาศัย พอตกเย็นเราก็เริ่มจุดไฟ เตรียมเผากุ้ง ก็ทำไปกินไป กินเบียร์ กินสปายกันไป นั่งคุยนั่งเล่นกันจนดึก ก็เริ่มแยกย้ายกันเข้านอน ตื่นเช้ามาอีกวัน ก็ไม่มีไรทำนอกจากหาของกินตอนเช้า บ่ายๆ ก็เริ่มเตรียมของกลับ ขากลับก็เริ่มหิวๆ กันแต่ทางกลับไม่มีไรให้กินเลย ก็เลยไปหาไรกินที่บางแสนกัน ตอนแรกว่าจะกินริมหาดธรรมดา แต่คนมหาศาลเลย ไม่รู้มาจากไหนกัน ก็เลยไปกินตรงเขาสามมุข "ร้านวังมุข" (มั้งน่ะ) กว่าจะได้กินกัน นานดี คนเพียบอีกเหมือนกัน กินเสร็จขับรถกลับบ้าน ง่วงโคตรๆๆ แบบอิ่มจัด แล้วขับรถ ก็กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย.... แล้วถ้ามีทริปหน้าจะแวะมาเล่าให้ฟังอีก วันนี้ไปก่อนหล่ะ........
4月11日 Songkran Festival at Sanam Luang(Royal Ground)เวลาผ่านไปอีกแหล่ะ ไม่ได้อัพอีกตามเคย
พอดีเมื่อวานมีน้องที่บริษัทบอกมีงานสงกรานต์ที่สนามหลวง
เลยเข้าเวปไปหาข้อมูลว่ามีงานอะไร
ก็เจอ...ตอนเย็นเลยนัดน้องและน้องสาวไปดูกัน....
ก่อนไป ก็ขับรถไปทางแยกสีลมก่ะเข้าไปทางเยาวราช
เพื่ออกไปทางสนามหลวง แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยเข้าขับเข้าไปแถวนั้น
เล่นเอางงก่ะเส้นทางอยู่เหมือน ก็ให้คุณน้องก่ะคุณน้องสาวช่วยกันบอกทาง
หุๆๆ นึกว่าจะไม่ถึงซ่ะแล้ว
พอไปถึงก่อนจอดรถ ก็ผ่านสนามหลวง เห็นเค้าเริ่มเปิดน้ำพุ และแสงสีเสียงแล้ว
ไอ้เราก็อยากรีบไป เกือบโดดลงรถ ให้น้องสาวขับรถไปจอดให้
พอจดรถเสร็จก็เดินไปทางสนามหลวงโดยผ่านธรรมศาสตร์ เพื่อแวะเข้าห้องน้ำซ่ะหน่อย
แต่ด้วยความไม่เคยเข้าธม. ก็เดินงงๆ หาห้องน้ำ(ด้วยการนำของ 2 สาวอีกแล้ว)
ไปถึงสนามหลวงจนได้ ถึงปั๊บ เค้าก็เริ่มการแสดงพอดี รีบเปิดขาตั้งกล้องกันใหญ่
รูปแรก
ก็ถ่ายไปเรื่อยๆ
รูปพญานาค
รูปนางกับนายรำ
อันนี้รูปผู้ร่วมเดินทาง (ม่ายค่อยชัด ลองเล่นแสงไปเรื่อย) ไม่มีคำบรรยาย ????
พระแก้วมรกต(หลังม่านน้ำ)
รูปคุณน้องสาว
น้องสาวอีกรูป
ชอบรูปนี้....สีสวยดี ช๊อบบบ
สวยดี...
อันนี้วิวหลังเวที
นี่อีกวิว
ถ่ายเสร็จก็เริ่มหิว ไปหาข้าวหม่ำก่อนกลับบ้าน
(แล้วอย่างงี้จะไม่อ้วนได้ยังไงเนี้ย)
ใครอยากดูรูปที่เหลือเข้าไปดูใน Photo ล่ะกันน๊า
bye bye แล้วว่างๆ จะเอารูปมาอวดใหม่ 3月22日 Nikon's Day by Canon.....หลังจากที่ไม่ได้ Up Blog ตัวเองซ่ะนาน
อันเนื่องมาจากไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย
เมื่อวันเสาร์ อยู่เบื่อๆ เห็นว่ามีงาน Nikon's Day ที่สยาม พารากอน
เลยลองไปดูซ่ะหน่อย
ว่าจะไปดูว่ามีไรน่าสนใจบ้าง ก็ไม่ค่อยมีไรเท่าไหร่ (ถ้าไม่มีเงินพออ่ะน่ะ)
เพราะแต่ล่ะอย่างเนี้ย แพงๆ ทั้งนั้น
เดินดูไปเดินดูมา ลองกล้องเล่นๆ ก็ไม่รู้จะดูไรแหล่ะ
เลยออกไปเดินข้างนอกดู
เห็นมีงาน มีเวทีอะไรอยู่ไม่รู้ เห็นน้ำพุอยู่ข้างหน้า เห็นแล้วอยากถ่ายเลย(ถ่ายรูปน่ะ)
แต่นึกได้ ไม่ได้แบกขาตั้งกล้องมา เสียดายมากๆ
แต่เหลือบไปเห็น....อ่ะ มีแท่นไม้อะไรไม่รู้ เหมือนจะตั้งใจให้ตั้งกล้อง
ตั้งได้พอดีพอดิบ มุมก็ใช้ได้
เลยถ่ายมาซ่ะ....
ถ่ายเสร็จก็เดินเข้าไปดูที่เวที ว่ามันงานอะไร เห็นมีคนร้องเพลง มี Dance เต้นกันหนุกหนาน
ก็เลยถ่ายภาพมาอีก.....
ว่าแต่นายคนนี้ชื่อไรอ่ะ เคยแต่เห็น ไม่เคยรู้จักชื่อ
ซักพักก็เปลี่ยนคนร้องอีก คราวนี้มาเป็นวง....
ก็งงอีก ใครฟ่ะ ไม่เห็นรู้จัก รู้จักแต่น้ำรพีพัฒฯไรนั้นอ่ะ
ต่อมา พี่ใหญ่ เขต ก็ออกมาร้องเพลงอีกคน
เดินไปเดินมาถ่ายรูปมาเต็มไปหมด กดรัวมากๆ แต่เอาลงที่นี่ไม่ไหว
ถ่ายเสร็จ(เหมือนจะเบาท้อง) ก็ออกไปเดินต่อ หาข้าวกิน กลับบ้านดีก่า
ระหว่างทางเดินกลับไปมาบุญครอง
ผ่านร้าน Rotiboy คนก็ยังคงต่อกันเยอะเหมือนเดิม เลยถ่ายรูปมาให้ดู
ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องไปต่อ รอเสียตังกินกันขนาดนั้น หลังจากนั้นเดินไปเดินมา กลับบ้านดีก่า....
เข้ามาบ่นๆ แค่เนี้ยแหล่ะคร๊าบ
3月6日 เมื่อวันอาทิตย์ไปกินข้าวแถวๆ สวนลุม เห็นเค้าเปิดน้ำ สวยดี เลยเข้าไปถ่ายรูปเล่นไม่มีไรหรอก อยากโชว์รูปเฉยๆ
3月5日 เห่อๆๆ เกือบ 3 เดือนไม่ได้ upเลยแห่ะวันนี้วันที่ 5 มี.ค. 49
เวลาผ่านไปไวยังก่ะโกหก
ไม่ได้ up blog มาแป๊บเดียวเกือบ 3 เดือนแล้วมั้ง
มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่ขี้เกียจเล่าแล้วหล่ะ
ผ่านไปนานไปหน่อย
ตอนนี้ถอยกล้องมา 1 ตัว D-SLR (ใครรู้จักมั่งป่ะ)
ว่างๆ ไปเที่ยวก่ะใครจะลองถ่ายรูปสวยๆ ดูมั้ง (ตอนนี้กล้องดี แต่ฝีมือห่วยอ่ะ)
ว่างๆ จะมา update เรื่องราวใหม่น่ะ
1月3日 เรื่องปวดหัว..รับปีใหม่ตอนนี้เกือบจะตี 3 ของวันที่ 3 ม.ค. 49 แหล่ะ
ยังนอนไม่หลับเลย
มีเรื่องปวดหัวให้คิดๆๆๆๆๆ คิดมากไป
ยังไงก้อคิดไม่ออก
จะนอนก้อนอนไม่หลับ เห้อ....
ไม่รู้จะคุยก่ะใคร เวลานี้
เลยเข้ามาบ่นในโลกส่วนตัวของเราดีก่า
ขอ...เห้อออออ อีกที
ไปหล่ะ
12月12日 สภาพคุณพี่เต่า หลังจากบูรณะได้นิดหน่อย....เห้อ.....หยุดมา 3 วันไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยแห่ะ
อยู่แต่บ้าน...ได้แวะออกไปงาน Photo fair ที่ไบเทค เมื่อวันอาทิตย์นิดหน่อย
วันจันทร์...อยู่บ้านทั้งวัน บ่ายๆ พอดีช่างทำสีพี่เต่า แวะมาให้ไปดูรถ
เลยไปดูซ่ะหน่อย ไม่ได้เจอหน้ามาหลายอาทิตย์
ดูจากรูปแล้ว คงอีกไม่กี่วัน คงได้ออกมาโรดแล่นอีกครั้ง.....
12月6日 แรลลี่ อุ้มผาง-ทีลอซู 2-5 ธ.ค.48รายการ "เบียร์สิงห์ แฟมิลี่ 2005"
เส้นทาง กรุงเทพฯ - อุ้มผาง - ทีลอซู
วันที่ 2-5 ธันวาคม 2548
แต่เมื่อคืนนั้น นอนดึกไปหน่อย เกือบไม่ตื่น รีบถ่อ Taxi ไปบ้านเพื่อน ก่ะว่าไปสายแน่ๆ
แต่แล้ว ก้อมีเพื่อนชายนายแม็ก มาคนเดียว นั้นก้อปาเข้าไป 6 โมงก่าๆ แหล่ะ หลังจากเพื่อนมากันครบ
ก้อเริ่มสตาร์ทรถ มุ่งหน้าไปปั้มน้ำมันแถว ๆเกือบอยุทยา ติดสติกเกอร์ หาไรกินกัน แล้วเริ่มการแข่งขัน
ได้รถเบอร์ 20 เริ่มเล่นเกมแรก.....ตอบคำถามก่ะขับรถให้ตรงเวลา ไปถึง TC2 ก้อเล่นเกมต่อไป
ก้อขับรถเล่นเกมกันไปเรื่อยๆ จะเหนื่อยก้อแค่ตอนวิ่งหา RC เนี้ยแหล่ะ ให้ใครวิ่งไม่เอา
มาให้นายก้อง ก่ะนายโอม วิ่งหา RC ...เพื่อนแม็กดูท่าทางแล้วไอ้สองคนนี้จะไม่ไหว
เลยร่วมวิ่งด้วยอีกคน
กว่าจะเล่นเกมเสร็จ ก้อปาเข้าไปบ่ายๆ แล้วมั้ง
หลังจากนั้น ก้อเดินทาง
ทางเข้าตอนแรกเป็นทางขึ้น ๆ ลง ๆเขา ตลอดทาง 76 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ได้
ช่วงนี้ผมขับรถเอง เพราะเพื่อนชาย นายตะ จะซดเบียร์ ขับได้ซักพัก เริ่มๆ มึนหัวแห่ะ
นี่ขนาดขับเองน่ะเนี้ย ยังมึนนิด ๆก่ะทางเลี้ยวๆ คดๆ ถ้านั่งหลังคงได้ทำโจ๊กแน่
ไปถึงก้อรวมรถ เติมน้ำมันหาไรใส่ท้องอีกนิดหน่อย แล้วก้อตั้งขบวนต่อแถวกัน
ขับรถต่อๆ กันไป เผื่อมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภออุ้มผาง ดินแดนลอยฟ้า
ทางเข้าช่วงที่สองนี้ ต้องขึ้นเขาเป็นระยะทาง 164 กม. โดยประมาณ
เค้าบอกใช้เวลา 3 ชม. หุๆๆ นานเหมือนกันแห่ะ ระยะทางช่วงแรกนี้นายบอลขับ
ผมเลยกระดกยาแก้เมาซ่ะหน่อย ไม่งั้นท่าจะแย่ ไม่รู้จะรอดหรือป่าว
อันนี้วิวขณะผ่านเส้นทาง 1219 โค้งมุ่งสู่อำเภออุ้มผาง
ช่วงนี้ก้อยังขับต่อๆ กันไป ทางช่วงแรกนี้ไม่ค่อยโหดเท่าไหร่ แต่ก้อโค้งเยอะใช้ได้เลย ในรถก้อหลับๆ ตื่นๆ ร้องเพลงกันไปเรื่อยๆ หลังจากขับรถกันมาประมาณ 1 ชม.ครึ่งได้ ก็ถึงที่พักระหว่างทางระยะทางที่เหลืออีกประมาณครึ่ง ดูป้าย เค้าบอกเราผ่านมาแล้ว 448 โค้ง แถวๆนั้นก้อมีชาวบ้านขายของกิน ของฝากกัน ก็แวะกินน้ำกินขนมกันซักพัก ถ่ายรูปกันไป กินกันไป ซักพัก ไม่ไหวแห่ะ รถคันอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว เค้ามีรถอยู่ 90 คัน เราเล่นออกจากตรงที่พักรถซ่ะคันสุดท้ายเลย ก้อรีบบึ่งรถตามคนอื่นเค้าไปกัน ออกจากที่พักได้แป๊บเดียว...หันไปข้างทาง มีหมู่บ้าน ชาวดอยมั้ง ไม่รู้เค้าเรียกอะไร คอนโดกระเหรี่ยงหรือป่าวไม่รู้ ดูรูปเอาน่ะ ผ่านช่วงนี้ไป ผมขับเองเหลือระยะทางเกือบร้อยโล เห็นระยะทางที่เหลือ
ก่ะเส้นทางแล้วเหนื่อยใจ ขึ้นๆ ลงๆ เลี้ยวไปเลี้ยวมา เห้อ....ผ่านไปพักใหญ่ๆ
ก้อถึงที่หมาย ชื่อรีสอร์ท "อุ้มผางฮิล รีสอร์ท"
หาที่จอดรถ กินข้าวฟังเค้า ว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง เตรียมอะไรบ้าง กินเสร็จ
จัดเตรียมของ แล้วก้อเริ่มไม่มีอะไรทำกัน เลยออกไปตลาดแถวๆ นั้น
พอดีช่วงนี้ที่อำเภออุ้มผาง จัดงาน " 116 ปี ดินแดนดอยลอยฟ้า " (น่าจะใช้ชื่อนี้น่ะ)
ไปเดินดู มีการแสดง ของขาย ก็หาอะไรกินกัน เดินลึกเข้าไปหน่อย
เจอเวทีมวย นึกว่ามวยผู้ใหญ่ซ่ะอีก กลายเป็นมวยเด็กไปได้ ช่วงนี้ไม่มีรูป เพราะลืมหยิบมา
เซ็งจริงๆ ดูเด็กต่อยกันได้ซักพัก รู้สึกชัดโหดๆ เลือดเริ่มออก เพื่อนเราบางคนบอกไม่ดูดีก่า
เลยหาเบียร์ดื่มกัน ระหว่างนั้นผมได้ไปเดินหาซื้อรองเท้ารัดส้น เพราะที่มีอยู่ใกล้ขาดแล้ว....
ซื้อมาราคา 129 บาท...ขอเกริ่นไว้นิด...เดี๊ยวมีเรื่องเล่าต่อ
หลังจากนั้นไม่รู้จะทำอะไรกันแล้ว เลยกลับไปที่พัก พักผ่อน เตรียมตัวเที่ยวต่อวันต่อไป
เช้าวันที่ 2. ของการท่องเที่ยว
........5.45 น. วันที่ 3 ธ.ค.48 ดันตื่นก่อนเวลานาฬิกาปลุ๊กซ่ะอีก
เลยล้างหน้าล้างตา เดินลงไปดูวิว ชื่นชมอากาศสัมผัสความหนาว (อ่อ เมื่อคืนที่นอนกัน
อากาศเย็น ๆ ไม่หนาวเท่าไหร่) เดินออกมานอกห้องพัก หมอกเต็มเลย อากาศหนาวยะเยือก
หายใจเป็นควัน คิดในใจ ยังดี ได้สัมผัสอากาศหนาวแล้ว เพราะระหว่างทางที่ไปอากาศ
ไม่ค่อยเหมือนอยู่บนดอยซักเท่าไหร่ ตอนแรกนึกว่าจะหนาวอ่ะ เค้าบอก
ปีที่แล้วหนาวกว่านี้เยอะในช่วงเดียวกันนี้ ออกไปเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ
กลับมาที่พัก ลงไปกินข้าวกันจัดเตรียมของแพ๊กใส่ถุงดำ ตอนแรกก้องง ทำไมต้องถุงดำ
แบบถุงดำใส่ขยะ..พอเดินทางเข้าไป เพิ่งจะรู้เหตุผล......เดี๊ยวจะบอกต่อไป
นั่งรถกระบะแบบสองแถว มีหลังคา ด้านหลังเปิด มุ่งหน้าไปลงแพยาง
ก้อเจอพี่ร่วมเดินทางอีก 2 คน นั่งคุยนั่งแลกเปลี่ยนอะไรกันไปเรื่อย
ไปถึงที่ลงแพ เค้าให้พวกเรานั่งแพเดียวกัน ก่ะพี่เค้า 4 คน
ไอ้พวกเราก้อ 7 คนเข้าไปแล้วรวมแล้ว 11 คน นั่งแพสำหรับ 9 คน หุๆๆ ไม่รู้จะเป็นไง
นั่งปั๊บแพยุบเลย น้ำถลัก เห่อๆ จะรอดมั้ยเนี้ย เพิ่งเริ่มออกมาเอง
นั่งได้ซักพัก
น้ำไม่แรง กว้างก้อกว้าง งง เลย คัดหัวเรือเป็นหรือป่าว เพราะเข้าป่าเข้าพงเกือบทุกอันเลย
ดูท่าทางจะไม่รอด พี่เค้าเลยขอแยกให้ลูกก่ะแฟนเค้าไปนั่งอีกลำนึง เค้าไปน่ะ เรือแล่นฉิวเลย
ไอ้แพเรา ยังคง ลอยนิ่งๆ ไปเรื่อย
ระหว่างทางที่ลองเรือ ก้อมีวิวทิวทัศน์ให้ชมไปเรื่อย ๆ
เช่นบ่อน้ำร้อน,น้ำตกเล็กๆ,ชมไปเรื่อยๆๆๆๆ ประมาณ 3 ชม.
อันนี้น้ำตกสายรุ้งมั้งน่ะครับ
ถึงที่หมายกินข้าวกล่องกัน เค้าก้อแจกถึงคลุมหัว ก่ะที่ปิดปาก ปิดจมูก
เราเลยงง ฟุ่นเยอะงั้นเลยเรอะ.....หลังจากนั้นขึ้นรถกระบะคันเดิม มุ่งหน้าสู่น้ำตกทีลอซู
ออกเดินทางเวลาประมาณเกือบเที่ยงๆ ทางช่วงนี้เค้าบอกใช้เวลาประมาณชม. นึงได้
เป็นทางขึ้นเขา ลงเขาดินลูกรังดินแดง ๆฟุ่นตลบเลยครับ
ดูชุดยังก่ะจะไปลุยฟาร์มไก่ ติดหวัดนก ยังไงยังงั้น......
นั่งไปพักใหญ่ ก้อถึงที่หมาย ระหว่างทาง กระเด้งไป กระเด้งมาเพราะทางไม่ค่อยดี
เมื่อถึงที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ฟุ่นเต็มตัวเลยครับ ปัดกันฟุ่นตลบ
ก้อเอาของเข้าเต้นท์ เห็นที่กางเต็นท์แล้วตกใจเลย คนเต็มไปหมด เป็นพัน ๆคนเลยมั้ง
จัดของเข้าเต็นท์แล้ว ก้อเตรียมตัวเดินไปชมน้ำตกทีลอซู
เท่ซ่ะไม่มี...ผู้ร่วมเดินทาง (อันนี้ขาดไปคนนึง เพราะมันไปอาบน้ำตกก่อนเพื่อนเลย)
เดินเข้าไปพักใหญ่ๆ ไม่ได้ก่ะเวลาเหมือนกันเท่าไหร่ ประมาณ 30 นาทีได้มั้ง
......ถึงแล้วครับ....."น้ำตกทีลอซู" ซึ่งได้รับขนานนาม ว่าสวย1 ในเอเชียอาคเนย์ (มั้งน่ะถ้าจำไม่ผิด)
และสวยติดอันดับ 6 ในโลก (จริงป่าวไม่รู้)
ขึ้นไปตอนแรก ผมและนายแม็กเล่นน้ำก่อนเลย จุ่มเท้าลงไป...หุๆๆๆ
เย็นยะเยือกกกก หนาวมากๆ ตัดใจลงไปทั้งตัว กึ๊ยยยยย กึ๊กๆๆๆๆ สั่นดิครับ
น้ำเย็นมากๆ นายแม็กก้อได้ถ่ายรูปก่ะเด็กคนนึง ไม่รู้ลูกใคร เห่อๆๆๆๆ
หลังจากรอแป๊บนึง เพื่อน ๆก้อตามขึ้นมากันครบ เลยเดินขึ้นไปเล่นน้ำข้างบนต่อ
ทางก้อไม่ลำบากลำบนเท่าไหร่เดินไปเรื่อยๆ ปีนบ้างเล็กน้อย
ก้อไปเจออีกแอ่งนึง น้ำตกสวยดี เป็นส่วนหนึ่งของทีลอซู ว่าจะโดดลงไปเล่นน้ำซ่ะหน่อย
หุๆๆ แต่ไม่ไหว น่ากลัว ไม่รู้ลึกแค่ไหนอ่ะจิ เลยเล่นแค่นี้พอดีก่า
หลังจากนั้น เดินลุยเข้าไปต่อ เพราะเห็นคนเดินเข้าไปกัน
น้ำตรงนั้นเป็นจุดใหญ่สุดของทีลอซูมั้งน่ะครับ เพราะน้ำตกลงมาแรงมากๆ ดูรูปกันก่อน
ใหญ่โตดีมั้ยครับ เห็นแล้วอยากโดดลงไปเล่นเลย น่าจะมัน แต่ก่อนอื่น ถ่ายรูปกันดีก่า
หน้าตา(มัน)กวนดีมั้ยครับ
ถ่ายรูปกันเสร็จ หาทางปีนลงไปต่อ เพราะด้วยความแรงของน้ำ ก่ะความสวย
น่าลงไปลุยมากๆ กว่าจะหาทางได้อยู่พักใหญ่ ก้อลงไปสำเร็จ น้ำเย็นสุด ๆเหมือนเดิม
ก่อนหน้าเราลงไปกัน มีกลุ่มนึงลงไปก่อน เค้าเดินทางถึงหลังม่านน้ำตก
ดูแล้วน่ามันดี พอเค้าเดินออกกัน โดดลงน้ำหายกันไป เราก้อต่ายๆ ปีน ๆกันไป
เดินไปหลังน้ำตก หุๆๆๆ สุด ๆของความแรงของน้ำและลมเลย
ที่เห็นกลมๆ3 คนนั้น ผมและเพื่อนๆ เอง หุๆๆ ละอองน้ำและลมแรงมากๆๆๆๆ เลยครับ
คือ พออ้าปาก ละอองน้ำจะพุ่งเข้าเต็มปากไปหมดเลย (อย่าหาว่าน่าเกลียดน่ะ)
ลองบ้วนน้ำในปากที่เข้าไป มันปลิวละลิ่วไปเลย..เพราะแรงลมก่ะแรงน้ำตรงนั้น..หนุกดี อิๆๆ
หลังจากเล่นน้ำอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ๆ ก้อเริ่มเหนื่อยแรง เดินลงกันดีก่า ระหว่าอยู่บนนั้น
ผมใส่รองเท้ารัดส้น ที่เพิ่งซื้อเมื่อคืนที่งานที่อำเภออุ้มผาง ลงไปเล่นน้ำด้วย หมดสภาพเลย
ด้วยความแรงของน้ำ และความห่วยของรองเท้าชาวดอย ไม่ได้เรื่องเลย ขาดหมด
กว่าจะหาทางมัดมันเพื่อให้เดินลง น้ำตกได้ ก้อนานอยู่....
เดินลงมาขั้นนึง เป็นแอ่งน้ำ น่าเล่นอยู่เหมือนกัน ก็เดินๆ เข้าไปเล่น ซักพัก
มีน้องคนนึง พูดก่ะนาย X ว่าโดดได้ หลังหลังแว๊บเดียว ไอ้เด็กนั้นหายไปแหล่ะ
เราเลยเดินลุยน้ำกลับ ไปหานาย X ไปยุมันให้โดด จากหน้าผา ก็สูงพอประมาณเลยแหล่ะครับ
น่าจะประมาณตึก 2-3 ชั้นได้ ยุอยู่พักใหญ่ๆ มันก็ไม่ยอมโดดซักที ดูรูปประกอบ
คนที่เค้าอยู่ข้างล่างโห่กันใหญ่เลย ช่วยกันนับกันด้วย
กว่ามันจะโดดได้นานพอดู มันซักพัก นาย X ก็ขึ้นมาอีก เอาอีก คงมันแหล่ะ
ไอ้เราถ้าว่ายน้ำเก่งๆ คงลองโดดดูมั้งแล้วหล่ะ เพราะน่ามันดี
คราวนี้นายแม็กเอาด้วย เพราะเห็นแล้วน่าโดดดี ก้อโดดลงไป
ไม่เห็นมีคนฮือฮา เพราะมันโดดลงแบบไม่ยึกยัก
ซักพักนาย X ก่ะนายแม็ก ขึ้นมาอีกรอบ บอกเอาอีก มันดี
เราเลยไปรอถ่ายรูปแทน จะโดดไปก็ไม่มีคนถ่าย(ข้ออ้างน่ะเนี้ย..จริงๆ กลัว)
นายบอลก่ะเอาด้วยแต่....ปอดครับท่าน ทำท่าทำทางเหมือนจะโดด แต่ไม่โดด..
ไปดูรูปกันดีก่า
อันนี้นาย X รอบ 2 กว่าจะโดดได้ ยึกยักเหมือนเดิม
อันนี้นายแม็ก มีให้ดู 3 ช๊อต.....
3 ผู้กล้าของเรา...ด้านขวาสุด เป็นน้องที่นำพวกมันโดดกัน ชื่อนายก้อง.....
หลังจากเล่นน้ำเล่นท่า ถ่ายรูปกันอีกพักใหญ่ๆ เริ่มเหนื่อยยวกหิวกันแล้ว
เลยเดินลงกลับไปที่พักดีก่า ก่อนลง ขออีกรูปล่ะกัน....เพราะคงมีโอกาสขึ้นมาน้อย
Bye bye น้ำตก "ทีลอซู"
ขากลับเดินลงๆ กันมา ถึงข้างล่างไปล้างเนื้อล้างตัวกัน เสร็จหาส้มตำกิน กินกันซ่ะ
เค้าก้อบอกแล้วว่าจะให้กินข้าวตอน 5 โมง ไอ้พวกเราซัดกันเต็มคราบ....อิ่มกันทุกคน
เดินกลับไปที่เต้นท์ หุๆๆ เค้านั้งล้อมวงกินข้าวกันแล้วไอ้พวกเรานั่งนิ่งๆซักพัก
เพราะอิ่มกันหมด นั่งมองหน้ากันตาปริบๆ แต่ก้อน่ะ ซักพัก.....มือก่ะท้องเริ่มกระดิก เอาว่ะ
ไหนๆ ก้อไหน ๆ กินกันอีกรอบ ก้อกินข้าวกันซ่ะ อิ่มสนิทเลย แท่บจะกลิ่งกันตรงที่กินข้าว
ตอนที่นั่งกินกันเสร็จ พี่สาวนายแก้ว บอกมีคนบอกว่ามีเด็กจมน้ำตาย ก่อนหน้าพวกเรา
ลงมากันเนี้ยเอง เค้าบอก พลัดกับแม่จมน้ำ...ไอ้พวกเราเลยสงสัย ใช่น้องคนที่ถ่ายก่ะนายแม็กตอน
ขึ้นน้ำตกตอนแรกหรือป่าวหว่า เห่อๆๆๆๆ น่ากลัวจริงๆ
กินเสร็จก้อไม่รู้จะทำอะไรกัน เพราะเพิ่งจะหกโมงเย็นก่าๆ เอง ไปเดินหาซื้อเบียร์มาซดกัน
ซื้อกลับมา ไปนั่งกินตรงที่กินข้าวกันต่อ ก้อเจอพวก Staff ของผู้จัดงาน เค้าก็ชวนมานั่งกินด้วยกัน
ซักพักเค้าไปชวนคนอื่นมาเพียบเลย แต่..ไม่มีมุขจะเล่น เลยดูกร่อยๆ ไป แต่โชคดีของเค้า
ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาได้ เค้าเลยหนีหายกันกลับไปเต้นท์กันหมด
แต่ตกเบาๆ พวกเราเลยไม่รู้จะเอายังไงเลยนั่งกินมันตรงนั้นแหล่ะ
นั่งกินไปคุยไปซักพัก เริ่มร้องเพลงกัน เริ่มเบื่อๆแหล่ะ คุณน้องก้องที่นำโดดน้ำ
เค้าก็มานั่งด้วย ซักพักเลยชวนเพื่อนกลุ่มอื่นๆ มานั่งคุยกันซักพักใหญ่ๆ ก็เริ่มง่วงกัน
หมดเบียร์ไป30-40 กระป๋องได้มั้ง.....หุๆๆ เริ่มมึนๆ เล็กๆ ว่าจะไปนอน
แต่นายบอลดันซื้อเบียร์มาเพิ่มและบอกมีคนเล่นไพ่อยู่ หุๆ ได้ทีเลย
เลยหิ้วเบียร์พร้อมเงินกองกลางไปเล่นกันก่ะเค้า
เล่นไปเล่นมา เจ้าดันมายืมขา (ซึ่งก็คือพวกเราอ่ะน่ะ)ยืมไป 2,000 เอิ๊กๆ
บอกตอนลงไปจะกดให้ เงินน่ะมีเยอะ ไม่ต้องกลัว หุๆๆ
เล่นกันไปเรื่อยๆ ตี 4 ชักไม่ไหวแหล่ะ
เงินเริ่มร่อย ก่ะความมึนของเบียร์เริ่มไม่ไหว ไปนอนกันดีก่า..
กลับไปนอน...........
เช้าวันที่ 3 ของการท่องเที่ยว................................................
7 โมงก่าๆ นายแม็กตื่นขึ้นมา ไม่รู้มันตื่นมาทำไม เพราะช่วงเช้านี้ไม่มีโปรแกรมอะไร
ตอนแรกว่าจะลุกไปแปลงฟันก่ะมันด้วย แต่ไม่ไหว แอลกอฮอลยังเต็มหัว
มึนไปหมด เลยนอนต่อดีก่า
ประมาณ 9 โมงก่าๆ ตื่นนอนปวดหัวสุดๆๆ เลย เก็บข้าวเก็บของเตรียมตัวกลับ
กินข้าวเช้าด้วยความมึน+ปวดหัว ก่อนลงจากทีลอซู เลยไปถ่ายรูปอีกซักรูป...
บรรยากาศสถานที่กางเต้นท์...คนเพียบบบไปหมดเลย
......ตอนนี้อัพมาได้ 3วันครึ่ง...หุๆ ใช้เวลาไปหลายชม. เดี๊ยวกลับบ้านก่อน ค่อยอัพต่อดีก่า
...เอาต่อเลยดีก่า ถึงไหนแล้วอ่ะเนี้ย...
หลังจากเก็บข้าวของเดินไปขึ้นรถกระบะ คันที่นั่งมานั้นแหล่ะ
พี่เค้าบอก ใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชม. ถึงถ้ำ ที่จะไปกัน
เห่อๆๆ เวลา 2 ชม. ก่ะฟุ่นตลบ...กรรมอีกแล้วครับท่าน
นั่งกินฝุ่นกันไป 2 ชม.ได้ ก้อออกมาถึงเส้นทางลาดยางธรรมดา โอ๊วววว
สวรรค์บนถนนจริงๆ ค่อยหายใจกันได้หน่อย...แต่แปลกแห่ะ
พอถอดที่กันฝุ่นออก เหมือนมันมีฝุ่นอยู่เต็มจมูกอ่ะ ยังหายใจขัด ๆไม่ค่อยออกอยู่เลย
นั่งรถไปซักพัก ไปถึงถ้ำ ชื่อ "ถ้ำตะโคะบี๊"
เห็นเค้าบอกว่าเป็นที่อยู่ของพวกคอมมิวนิส สมัยก่อน
ก่อนเข้าถ้ำ ทางผู้จัดงานแรลลี่ เค้าเตรียมรถส้มตำ
มารองรับพวกสมาชิก ก็เล่นกันไปหลายจานอยู่เหมือนกัน
ก่อนเข้าถ้ำ....มีพวกเด็กๆ เดินเต็มไปหมดเลย เห็นแต่ละคน
เดินถือไฟฉายอันใหญ่ๆ ไอ้เราก้อสงสัย คงเป็นคนนำทางในถ้ำแหล่ะมั้ง
แต่ไอ้กลุ่มพวกเรา ก้อดันไม่มีใครสนใจ ไม่คิดจะจ้างเด็กมาเดิน
พอเดินเข้าปากถ้ำก้อยังสว่างๆ อยู่ พอเข้าไปแป๊บเดียว....มองไรไม่เห็นเลย
เดินเกาะกลุ่มคนอื่นเค้าไปเรื่อยๆ ดันลำบากลำบนจริงๆ ในถ้ำก็เย็นดี
แต่มืดไปหน่อย....ระหว่างทางที่อยู่ในถ้ำ มีรายการ UBC ชื่อรายการ
"ตะลุยทั่วไทย" มั้งน่ะ เค้ามาถ่ายตามรายการแรลลี่ที่พวกเราไปกันเนี้ยแหล่ะ
เห็นบอกว่าจะเอามาออกอากาศทาง UBC 9 ประมาณวันเสาร์ ปลายเดือนนี้
ยังไงรอดูกันน่ะคร๊าบ.
เข้าไปเยี่ยมชมถ้ำเสร็จ ก็นั่งรถต่อ กลับที่รีสอร์ท
ใช้เวลาไม่นานกลับถึงที่พักอาบน้ำอาบท่า ตอนนี้ว่างแล้ว เลยหลับเอาแรงซ่ะหน่อย
เหนื่อยกันมาทั้งวันแหล่ะ
ก่อนหน้านี้ ที่เล่าให้ฟังว่าไปซื้อรองเท้ารัดส้นของชาวบ้านมา
เอาไปใส่เล่นน้ำตก หุๆๆ ขากลับจากน้ำตก หมดสภาพเลยครับ
ขาดกระจุยทั้งสองข้าง ลองดูรูปน่ะ กว่าจะได้สภาพนี้ หุๆๆๆ
ทั้งเชือกกางเกง ทั้งเชือกฟาง มัดกันให้ยุ่งไปหมด
ตกตอนเย็นคืนนี้ เค้าจะมีประกาศรางวัลการแข่งขันแรลลี่
ตอนเย็นไปดูผลประกาศที่เค้าประกาศเอาไว้
คะแนนได้....53 มั้งถ้าจำไม่ผิด ส่วนที่ 1 ได้ 37 ประมาณนั้น
ไปแพ้เค้าก็ส่วนเล่นเกมเนี้ยแหล่ะ (หุๆๆ ผมเองแหล่ะ ที่ดันเล่นเกม เสียไป 20 คะแนน)
เค้าก็มีงานแสดงของชาวบ้าน พวกกระเหรี่ยง เด็กดอยหลายรายการอยู่
นั่งดูแรก ๆก้อดีน่ะ
แต่พอดูนานๆ เริ่มกร่อย เบื่อๆ แล้วอ่ะ ไม่ยอมประกาศรางวัลซักที
ง่วงก็เริ่มง่วงแหล่ะ พอดีวันนี้เค้ามีจุดเทียนถวายพระพรในหลวงกัน
เค้าก้อจุดเทียนร้องเพลงกันไป ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป เพราะเริ่มขี้เกียจแล้วอ่ะ
เสร็จ....ก็ยังมีงานแสดงต่ออีก มีเล่นเกมบนเวที เริ่มน่าเบื่อแล้วอ่ะ
ไอ้ที่นั่งรอกันเนี้ย ก็เพราะจะรอลุ้นรางวัลหรอก ถ้าไม่ลุ้นจับรางวัลน่ะ
คงหนีกันไปนานแล้วหล่ะครับ ตอนประกาศรางวัลก็ได้น้ำมันเครื่อง...
ส่งตัวแทนไปรับรางวัล....
ไอ้เราล่ะลุ้นตั๋วเครื่องบิน แต่อด...อีกตามเคย
อ่อ....จากคืนก่อนที่ไปเล่นไพ่กันก่ะคนอื่น ที่เจ้ามือดันมายืมเงินพวกเราไป
เค้าก้อมานั่งโต๊ะข้างๆ พอดีตอนกินข้าวงานเลี้ยง แต่ห่างไปหน่อย
ไอ้เราก็คอยเล็ง ว่าถ้ามีโอกาสจะเข้าไปทวงเงินซ่ะหน่อย
ตั้ง 2 พัน ค่าน้ำมันกลับถึงบ้านพอดีเลยน่ะเนี้ย
แต่เผลอแป๊บเดียว....หายไปไหนแล้วฟ่ะเนี้ย....มองไปทั้งงานไม่เห็นเจ้า
เลยเดินไปตาม Staff ที่เล่นด้วยกันคืนนั้น ว่าเค้าอยู่บ้านไหน
ไอ้เราด้วยความงก เลยตะลุยไปถึงห้องพักเค้าเลย แต่เจ้ากรรม
ดันปิดห้องเงียบซ่ะงั้น...ทำไงกันดีล่ะเนี้ย สงสัยจะอดแห่ะ
เอาว่ะ พรุ่งนี้ค่อยมาทวงใหม่ คงยังไม่หนีกลับบ้านตั้งแต่ตี 5 หรอกเนอะ....
กลับไปที่โต๊ะ ไอ้พวกเพื่อนๆ ก้อคงเริ่มหิวกันอีก เลยออกไปงาน 116 ปี อีกครั้งนึง
นั่งกินหอยทอดกัน รอนานนนนนมาก กว่าจะได้กิน
กลับมานอนกันคืนนั้นก็ไม่มีอะไร ว่าจะรีบนอนซ่ะหน่อย เพราะว่าตอนเช้า
ต้องรีบตื่นนอนไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ก่ะทะเลหมอก ที่ดอยหัวหมด
ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องดอยหัวหมด.......
ก่อนนอน เพื่อนเราคนนึงเคยคุยกันไว้ ว่าถ้านอนคว่ำจะไม่กรน
แต่เผลอแป๊บเดียว เพื่อนคนนึงนอนหลับไปก่อนเพื่อน ซักพัก มีเสียงเรือกรนไฟออกมาแหล่ะ
ก็งง ว่าเสียงใคร เพราะเพื่อนคนนั้นนอนคว่ำไปก่อน คงไม่ใช่
แต่เอ่ะ...ฟังดีๆ มันกรนนี่หว่า เก่งมากๆ นอนคว่ำยังกรนได้
เลยต้องถ่าย Video ไว้เป็นหลักฐานซ่ะหน่อย เดี๊ยวทำ link เสร็จจะเอาภาพ+เสียง
มาให้ดูน่ะ เอิ๊กๆๆๆ (นี่ผมยังไม่ได้บอกน่ะ ว่าเพื่อนชายคนไหน อิๆๆ)
เช้าตรู่วันที่ 4 ของการท่องเที่ยว
"Good Morning Vietnammmmmmmm"
เสียงนาฬิกาปลุกบน PPC ของผมดังขึ้น...แต่ไม่ตื่นครับ
หลับสนิท..จนนายแม็กเรียก "เห้ย เสียงโทรฯแกอ่ะป่าว"
ถึงได้ตื่นกัน อืดอาดกันอยู่พักนึง เพราะยังไม่ตี 5 เลย ง่วงงงจัง.....
ลุกไปล้างหน้าล้างตา เรียกเพื่อนๆ คนอื่นอีก
สรุปไปดูกัน 5 คน นั่งรถกระบะออกไปซักพักประมาณ 15 นาทีได้มั้ง
ถึงที่หมาย "ดอยหัวหมด" อากาศตอนเช้าหนาวเย็นดี
แต่เย็นได้ซักพัก แห่ะๆ เริ่มร้อน
ไปถึงที่ดอย ยังมืดๆ อยู่เลย ก็รีบจับจองหาที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นกันใหญ่
ยืนรอ ยืนคุยกันซักพัก คนเริ่มเยอะมากๆๆ
ชักไม่ไหว ดูท่าทีแล้วพระอาทิตย์ขึ้นคงไม่สวย ทะเลหมอกคงน้อย
เพราะเมฆเยอะ บังพระอาทิตย์หมดเลย
คนเต็มไปหมดเลย.......
เท่ห์กันซ่ะไม่มีเลย.....
หลังจากชมวิวกันอีกเล็กน้อย เอ่อ...ตอนชมวิว ไอ้เราก็บอกเพื่อนๆ เห็นมีเต็นท์แถวๆ นั้น
เค้ามากางเต้นท์รอดูพระอาทิตย์ขึ้นกันมั้ง เราก้อว่า...นอนแถวนี้ ห้องน้ำไม่มี
คงมีกับระเบิดกันมั้งแหล่ะ...เดินไปถ่ายรูปกัน เห่อๆๆๆ เจอเอาจังเบ่อเร่อ...เกือบปาย...
หลังจากถ่ายรูปกันเสร็จ แดดเริ่มออก เริ่มไม่มีอะไรทำ
กลับที่พักกันดีกว่า กลับไปก็กินข้าวเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับ
8.45 น. เริ่มเดินทางกลับจากอำเภออุ้มผาง กลับไป
กลับออกจากรีสอร์ทซักพัก เจอทางแยก งงครับ ไปทางไหน
ดีน่ะว่าเอา GPS มาด้วยก้อตามทางเก่ากลับไป
ขับได้ซักพัก..เจอที่แวะข้างทาง จุดสูง 1111 จากระดับน้ำทะเล
เลยแวะลงไปลดน้ำต้นไม้กันซ่ะหน่อย
จากนั้นก็เดินทางกันต่อ เปิดกระจกร้องเพลงคาราบาวกันไปเรื่อยๆ
เวลาผ่านไป 1 ชม.ก่าๆ ได้
ก็กลับมาถึงที่พักตรงคอนโดกระเหรี่ยง
เจอต้นไม้ต้นนึง ดอกแปลกดี ใครทราบช่วงบอกด้วยน่ะ ว่าดอกอะไรอ่ะครับ
ดอกใหญ่โตดีครับ
กลับออกมาแม่สอด แวะกินขนมจีนขยุ่มกัน ก็อร่อยดีน่ะ
ซัดไปหลายขยุ่ม อิ่มไปเลย คุยกันไหนๆ ก้อจะถึงตลาดแม่น้ำเมย ตรงอำเภอแม่สอดแหล่ะ
เลยเข้าไปดูหน่อยล่ะกัน
เข้าไปดูของ ก็คล้าย ๆคลองถมเราเนี้ยแหล่ะ เป็นตลาดตรงชายแดน
ไทย-พม่า ดูราคาของแล้ว เหมือนก่ะตรงสวนลุมไนซ์เราเลยแห่ะ
เลยไม่รู้จะซื้ออะไรกลับมาเลย
เดินไปดูตรงชายแดน มีพวกพม่ามาเกาะขอบรั้วขายอาหารทะเลกันอยู่
มีกุ้งแม่น้ำ ปูทะเล ตัวเบ่อเร่อเลยกุ้ง
ประมาณ 4 ตัวโล ได้ โลล่ะ 400 เอง อยากซื้ออยู่เหมือนกันน่ะ แต่มันน่ากลัวไงไม่รู้
ปูอีก โลล่ะ 50 บาท เองง่ะ ยังสด ๆเป็นๆ ดิ้นกันกระแด่วๆ อยู่เลย
อยากซื้อกลับมาจริงๆ ไม่รู้ครายจะทำให้กินอ่ะจิ เลยไม่เอาดีก่า
กลับเข้าไปเดินตลาดกันอีกพัก เริ่มไม่รู้จะทำไรกันแหล่ะ
เดินทางกลับกันดีก่า เหลือระยะทางอีกตั้ง........400 ก่าๆ โลได้มั้ง
วันหยุดยาวด้วย รถคงเยอะน่าดู.. ออกจากแม่สอดก้อประมาณ บ่าย 2 ครึ่งได้
ขับรถกลับมาเรื่อยๆ รถเยอะพอควรเลย
ถึงแถวๆ สิงห์บุรี ประมาณทุ่มก่าๆ ได้แล้วมั้งนั่งกินข้าวกัน
สั่งกับข้าวไป 8 อย่างมั้ง....ปลาเข้าไป 7 กินเสร็จคงได้ว่ายน้ำกันแน่ๆ เลย
ขากลับกทม. ฝนตกอีก รถติดกันเข้าไปใหญ่
กว่าจะถึงบ้านได้ก้อเกือบ 5 ทุ่มแล้วมั้ง ง่วงนอนมากๆ เหนื่อย ๆเพลียๆ
เพราะขับรถมาตลอด 400 ก่า ๆโล กลับมาว่าจะ อัพ Blog โหลดรูป
แต่...หลับดีก่า...................
นี่ไม่ได้เล่าไปหลายเรื่องน่ะเนี้ย...
สนุกเฮฮาดี เพราะได้ไปเที่ยวก่ะพวกเพื่อนๆ
ไว้ทริปหน้า..คาดว่าจะเร็วๆ นี้ จะมาอัพเรื่องราว...
ใครว่าง ๆผ่านมา ถ้าว่างๆๆๆๆ ลองอ่านเล่นกันดูน่ะครับ เพลินๆ
จริงๆ อยากจะเล่าแบบอ่านแล้วเห็นภาพ...แต่คงอัพกันเป็นเดือนแน่เลยแบบนั้น
แค่นี้ก่อนล่ะครับ เหนื่อยแล้วววววว Bye. 11月23日 "..ความรักกับน้ำเปล่า..."พอดีเข้าไปในเวปกระปุ๊ก
เจอหัวข้อนี้ อ่านแล้วชอบ ลองอ่านกันดูน่ะ
"ที่มาจาก Forward Mail ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
11月19日 เกิดอุบัติเหตุอีกแล้วครับท่าน......รายงานข่าว เมื่อกลางดึกคืนวาน (19/11/2548) เวลาประมาณ 02.15 น.
บริเวณถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ ใกล้ๆ กับร้านสเต็กบ้านแดง
ได้มีรถเต่า สีฟ้า ทะเบียน 1ก-8921 กท. ได้พุ่งตกลงข้างทาง
ซึ่งเป็นคูน้ำ ใกล้ๆ ร้านอาหาร ผู้ขับขี่ได้แก่ นายนฤทธิ์ (โอม)
เรื่องของเรื่องก้อคือ เมื่อคืน ไปกินเบียร์ที่สวนลุมมา
กินไป 2 เหยือกก่ะน้องอีกหนึ่งคน ว่าจะกลับแหล่ะ
พอดีมีเพื่อนเค้ามาต่ออีกคนนึง มาปั๊บ สั่งเลย 3 tower (3 ลิตร)
ก้อกินต่อ ชักเริ่มเมาขึ้นๆ ประมาณ ตี 1 ก่า ๆ ก้อแยกย้ายกันกลับบ้าน
เราก้อขับกลับตามปกติอ่ะ ขึ้นทางด่วนมา ใกล้ๆ ถึงบ้านแหล่ะ
แถวๆ ร้านสเต็กที่เคยกินกับเพื่อนๆ น่ะ คาดว่าคงจะหลับใน น่ะ
เพราะแว๊บแรก ก้อเห็นต้นไม้ใบหน้าเต็มหน้ารถไปหมดแล้ว
รถพุ่งไปชนต้นไม้ข้างทาง ตัดต้นไม้ขาดไปเลย แล้วพุ่งต่อ ลงคูน้ำด้านหน้า
เหาะไปเลยครับท่าน ข้ามท่อน้ำ พุ่งลงทุ่ง ไปชนต้นมะพร้าวอีกต้น หักไปอีกต้น
ชนเสร็จ ก้อพยายามเปิดประตูอยู่พัก ก้อออกมาได้ ไปนั่งอยู่ข้างทาง
พนักงานเสริฟร้านอาหารตรงนั้น ออกมาช่วยกันเพียบเลย
เกือบ 10 คนได้มั้ง นั่งๆ ซักพัก ชักเริ่มเจ็บแขน เจ็บขา
ไอ้เราก้อเริ่มห่วงของในรถ ก้อมีพวก Notebook ไรอยู่ด้วย
พี่ๆ เค้าก้อช่วยเก็บ ดีกันมากๆๆ ซักพัก รถมูลนิธิ มา
ได้นั่งอีกแล้วครับท่าน ก้อไปร.พ.วิภาราม
ไปถึงก้อ X-ray ดูแขน ก่ะหน้าอก ว่ามีไรหักอ่ะป่าว เพราะพวงมาลัยรถ
หักแตกยับเลย หน้าอกคงไปกระแทกน่ะ
นั่งรอหมอซักพัก ก้อให้นอนคืนนึง
ตอนนั้นน่ะ ยังไม่ได้โทรบอกที่บ้านเลย กลัวๆ อ่ะ
ตอนเช้าก้อโทรไปบอกพ่อ ซักพักก้อมากัน หุๆๆ หน้าตาขึงขังมากันเลยอ่ะ
แบบ ไอ้ลูกคนนี้ เอาอีกแล้ว เพราะเมื่อปี 99 วันคริสมาส เพื่อนๆ คงจำกันได้
ก้อเกิดอุบัติเหตุคล้าย ๆกันนี้ แต่อันนั้นไปชนก่ะเค้า
เห้อ เสียประวัติจริงๆ เลย
วันนี้ก้อเลยนอนรอหมอดูอาการ ทั้งวัน รอจนเซ็ง แบบไมมันช้านักว่ะ
บอกเมื่อคืนว่าตอนเช้าจะดูอาการอีกที กว่าจะมานู๊นน บ่ายโมงได้
มาเสร็จบอกไม่เป็นไร พรุ่งนี้กลับบ้านได้ อ๊าว ไม่เป็นไร แต่ไมต้องพรุ่งนี้หว่า
ก้อไม่ยอม บอกจะกลับเลย เลยต้องรีบหาเอกสารต่างๆ
เพราะต้องเคลมก่ะพ.ร.บ. อ่ะ นึกว่าจะไม่ได้ออกแล้ว
เบ็ดเสร็จแล้ว นอนคืนนึง..4 พันกว่าบาท
แพงดีจริงๆ ตอนนี้กลับมาบ้าน เรียบร้อยแล้วครับ
ขากลับบ้านเมื่อกี้แวะไปดูร่องรอย ที่เกิดเหตุ
เห็นแล้วน่ากลัวโคตร แบบฉิวเฉียด โคนเสาไฟฟ้า คู่ต้นหนา ๆ
ก่ะ เสาไฟฟ้าต้นเล็กๆ อีกต้น ถ้าพุ่งไปโดนสองอันนั้นน่ะ
คงไม่ได้มานั่งอัพให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้วหล่ะ หุๆๆๆ
ยังไง....ปีนี้คงงด ๆแอลกอฮอลหน่อยแล้วล่ะครับท่าน...ไม่ไหวๆ ชักเสียวๆ
จะไม่โชคดีแบบนี้อีก............
เพิ่มเติมรูปนิดหน่อยครับ
สังเกตุพวงมาลัยอ่ะครับ ที่จับหลุดแตกออกมาเลย เอิ๊กๆๆ
เพิ่มรูปอีก...เพิ่งไปถ่ายสถานที่เกิดเหตุมา
11月18日 ปลายเดือนพ.ย. ไปเที่ยวกันมั้ยเพิ่มเติม....เนื่องจากมีเหตุทำให้ไม่สามารถไป ตามวันเวลาที่กำหนดได้ เมื่อวานคุยก่ะอ้อ อาจจะไปช่วงคริสมาส ใครว่างไปกันมั้ยครับ.........
สืบเนื่องจากเมื่อวาน เพื่อนสาวนามอ้อ ได้ส่ง link เวปไปเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ สถานที่ชื่อว่า "ภูทับเบิก" "นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน เยือนถิ่นพ่อขุนผาเมือง" เราก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวก่ะสถานที่แห่งนี้ ข้อมูลยังไม่มากเท่าสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เพราะเพิ่งเปิดเป็นทางการเมื่อปี 46 นี่เอง สถานที่น่าจะยัง ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไหร่ เลยน่าสนใจที่จะไป
ลองเข้าไปดูในเวป www.tourphetchabun.com มีขอมูลน่าเที่ยว น่าสนใจอยู่ ดูรูปยั่วน้ำลายสำหรับพวกชอบเที่ยวชมวิวกันก่อนล่ะกัน
ในเวปเค้าบอกว่า "เมื่อมาที่พักกางเต็นท์ บนจุดชมวิวภูทับเบิก ความสูงถึง 1,768 เมตร จากระดับน้ำทะเล เวลาประมาณ 17.00 น. รับรู้ได้ทันที ถึงคำว่า “ดินแดนแห่งความหนาว” เพราะอากาศบนนี้ อากาศหนาวเย็นเอาการ ซึ่งอากาศที่นี่ไม่ใช่แค่หนาวเย็น แค่ในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น แต่ว่าจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นดินแดนที่อยู่ในร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะที่จุดชมวิวภูทับเบิก จะหนาวเย็นยะเยือกเป็นพิเศษ เนื่องจากบนนั้นเป็นลานโล่ง มีลมโกรกตลอดเวลา แถมยังเป็นจุดสูงสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีรึที่บนนั้นจะไม่หนาว" อ่านแล้ว มีใครรู้สึกอยากไปมั้งหรือป่าว จากเมื่อวานที่ได้คุยก่ะอ้อ น่าจะขับรถไป อาจจะเป็นวันที่ 26-28 พ.ย. นี้ ไม่ทราบว่า เพื่อนท่านใด สนใจจะร่วมก๊วนไปทริปนี้ คงไม่ลำบากเท่าไหร่ เพราะขับรถไปก้อถึงที่กางเต้นเลย จากโปรแกรมที่ดู วันแรก ออกจากกทม.แต่เช้า ไม่เกินเที่ยงก้อน่าจะถึงเพชรบูรณ์ หาข้าวกิน หลังจากนั้นไปสักการะ พ่อขุนผาเมือง
จากนั้นก็หาทางเดินทางไปภูทับเบิก ระยะทางประมาณไม่เกิน 100 กิโลฯ ผ่านภูเขา ขึ้น ๆลงๆ บ้าง ตามรูป
ที่เห็นเป็นเส้นๆ นั้นไม่ใช่งูน่ะครับ แต่เป็นถนน ทางขึ้นภูทับเบิก ไม่น่าจะเกิน บ่าย 3 โมง น่าจะถึงที่กางเต้น ชมวิวไปเรื่อยตามทาง
พอชมวิวเสร็จ ก้อหาที่หาทางกางเต้นตามที่เค้าให้พัก ตอนเช้า รีบตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ชมทะเลหมอก (คาดว่าน่าจะมี)
ท่าทางจะสวยเนอะ หุๆๆๆ หลังจากนั้น ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านทับเบิก ชมชีวิตชาวเขา หาข้าวกิน ชมทุ่งดอกกะหล่ำ (มันน่าชมตรงไหน ดูรูปกันดีก่า)
ชมวิวทิวทัศน์แถวนั้นเสร็จ หาทางลงเขา มุ่งหน้าไปเขาค้อ ลงมาตามเส้นทางกลับไปตัวเมืองเพชรบูรณ์ ก้อคงใช้เวลาประมาณ...2 ชม.ได้มั้ง แล้วมุ่งหน้าต่อไปเขาค้อ ระยะทางจากตัวเมือง ประมาณ 46 กม. เค้าบอก ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. (ไมช้าจังหว่า) เมื่อถึงเขาค้อ ก้อคงหาวิวแถวนั้นชม หาอะไรกิน หาที่กางเต้นเตรียมตัวนอนชมวิวทะเลหมอก ยามเช้า หุๆๆ ดูแล้วเหมือนอยู่บนวรรค์บนดินเลยแห่ะ หลังจากชมวิวกันเพลิดเพลินแล้ว ก็คงหาทางกลับกทม. โดยสวัสดิภาพ
จากที่ อัพมาให้อ่านนี้ เหมือนตัวเองไปเที่ยวมาแล้วเลย ข้อมูลทั้งหมดนี้ คัดลอกมาจาก www.tourphetchabun.com ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
สรุป.....จากที่กล่าวไว้ข้างต้น ที่คุยกับอ้อ เอาไว้ อาจจะไปกันวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. นี้ กลับ วันจันทร์ 28 พ.ย. ลางานจันทร์ นึงวัน พาหนะการเดินทาง คาดว่าจะเป็นรถของพี่ชายอ้อ Vigo 4 ประตู มี Cab ด้านหลัง ตอนนี้มีสมาชิกถาวรแล้วคือ พี่โป้ง, อ้อ ,โอม...... ไม่ทราบว่าเพื่อนคนไหนสนใจอยากจะไปบ้าง ยังไงบอกด้วยน่ะ....หวังว่าคงได้ไปเที่ยวกันน่ะ 11月17日 ครบรอบ 1 เดือนพอดีหลังจากที่ update เรื่องราวเมื่อเดือนที่แล้ว นี่เผลอแป๊บเดียว ผ่านไปเดือนนึงแหล่ะ
ว่าจะเข้ามา up บ่อย ๆ ก้อไม่รู้จะอัพอะไร
พอดีช่วงนี้มีเรื่องเล่าอีก ช่วงนี้ไปต่างจังหวัดทุกเดือนเลยแห่ะ
เมื่อเดือนที่แล้วก้อไปหัวหิน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก้อได้ไปตะลุยภาคเหนือ
จริงๆ ที่บริษัทเค้าไปทำงานกัน แต่เราอยู่ IT ไม่ได้เกี่ยวไรก่ะเค้า แต่อยากไปด้วย
ก็เลยลาพักร้อนไปเที่ยวซ่ะ
เช้าวันเสาร์ ก้อออกเดินทางไปสุโขทัย เป้าหมายแรก
ไปถึงบ่ายก่าๆ ตอนแรกน่ะ คิดว่าไปภาคเหนือช่วงนี้อากาศคงเริ่มจะเย็น ๆแล้ว
ก้อเตรียมเสื้อหนา ๆพร้อมเสื้อหนาวไป หุๆๆๆๆ ร้อนตับแท่บจะหลุด ร้อนมากๆๆๆ
ร้อนกว่ากทม. เยอะเลย ท้องฟ้าสดใส พระอาทิตย์สาดแสงได้เต็มที่ ไอ้เราก้อรับซ่ะเต็มๆ
ไปเดินอุทยานประวัติศาสตร์แถว ๆสุโขทัย ร้อนสุดๆ แต่ก้อสวยดี ตอนเย็นที่อุทยานฯ เค้ามีงาน
ลอยกระทง งานเผาเทียนเล่นไฟ คนเยอะมากๆๆๆๆ
รูปจำลองพ่อขุนรามคำแหง ผู้ที่ทำให้เรามีภาษาใช้กันจนถึงทุกวันนี้..... เดินดูงานแล้วสงสารอุทยานประวัติศาสตร์
เพราะคนเยอะมากๆๆ พอคนเยอะ ก็มีขยะเยอะสุดๆ
ดูภาพแล้วแบบ ทิ้งกันบนวัดเก่าๆ ที่เป็นโบราณสถานอ่ะ
ดูแล้วทุเรศดี มันไม่มีความคิดกันรึไง ทิ้งขยะกันซ่ะ ดูตามภาพเอาล่ะกัน
อันนี้ไม่ค่อยชัดน่ะ เพราะถ่ายจากมือถืออ่ะครับ
ดูงานแสงสีเสียงที่สุโขทัย ไม่ค่อยมีอะไรเลยอ่ะ
ถ้าใครไม่เคยดู ก้อลองไปดูล่ะกัน หุๆๆ
อันนี้นั่งรถผ่านก่อนเข้าไปดูจริงๆน่ะ ต้องใช้ความพยายามในการถ่ายมากๆ เพราะลืมเอาขาตั้งกล้องไป เสียดายสุดๆ มีภาพสวยๆ ให้ถ่ายเยอะเลย
อันนี้บรรยากาศภายในการแสดงแสงสีเสียงครับ
ต้องใช้เก้าอี้ + ก่ะแก้วน้ำอัดลมมาตั้งกล้องถ่ายอ่ะ ไม่งั้นคงไม่ติด อันนี้เป็นพลุตอน 5 ทุ่มก่าๆ ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่อ่ะ พอทน ก้อเนื่องมาจากไม่มีขาตั้งกล้องอ่ะน่ะ คืนนั้นก้อกลับไปนอนโรงแรม หุๆๆๆ นอนคนเดียว โรงแรม
ก้อโบราณดี ไม่ค่อยอยากคิดอะไร แต่บรรยากาศมันให้คิดดี............
ตอนเที่ยงวันอาทิตย์ ก้อออกเดินทางไปลำปาง ระยะทางอีกประมาณเกือบ 200 โลมั้ง
ถึงก้อประมาณ 3-4 โมงเย็น นึกว่าอยู่ลำปางอากาศจะเย็นลงซักนิดก้อยังดี แต่...ท้องฟ้ายังคงสดใส
พระอาทิตย์ก้อยังคงสาดส่องได้เต็มที่เหมือนเดิม
เย็นนั้นก้อไม่ได้ทำอะไร แวะไปดูสำนักงานตัวแทนที่เค้าจะไปทำงานกันนิดหน่อย
อ่อ ลืมบอกไป ที่ไปลำปางเนี้ย ที่บริษัทเค้าไปทำการเปิดสำนักงานตัวแทนที่นู้นอ่ะ
พร้อมกับมอบกรมธรรม์ คุ้มครองรถม้า ของสมาคมรถม้าลำปางน่ะ
ตอนกลางคืน ตัวแทนเค้ามารับไปหม่ำข้าว ก้อร้านอาหารในเมืองลำปางนั้นแหล่ะครับ
ก่อนถึงหน้าร้าน มีงานศพอยู่ใกล้ๆ ก้อไม่นึกว่าจะอยู่ใกล้ขนาดนั้น
นั่งกินข้าวไป มีเสียงสวดพระในบ้านงานศพใกล้ๆ ให้ฟังตลอดเลย คืนนั้นร้านเลยไม่ต้องเปิดเพลง
ให้ลูกค้าฟังเลย มีทั้งเสียงเพลงงานศพ พร้อมเสียงพระสวดตลอดเลย
แต่พระที่นี่ สวดแปลกดี ใครเคยไปทำบุญทางเหนือบ้างป่ะ ถ้าไปได้ก็คงรู้น่ะว่าพระที่นั้นน่ะ
เค้าสวดกันเป็นทำนองภาษาเหนือน่ะ ฟังแล้วแปลกๆ ดี ไอ้เราเคยบวชมา 1 พรรษา จะท่องตามบทที่
พอจำได้อ่ะ แต่ท่องไงก้อท่องตามไม่ได้ เพราะพระท่านสวดเป็นภาษาเหนือ ท่องตามแล้วงงไปหมด
หลังจากหม่ำข้าวเสร็จ พี่เค้าพาไป
"กาดกองต้า กองหิมวัง"
อ่านชื่อแล้วงง ม่ะ มันคืออะไร ตอนแรกเห็นป้าย ก้องง แปลว่าไรฟ่ะเนี้ย
พี่เค้าเลยพาไปดู ก้อเป็นตลาดนัดธรรมดาเนี้ยแหล่ะ เป็นชื่อตลาดน่ะ
มีพวกของพื้นเมืองขาย อาหารแปลกๆ ดูชื่อแล้วก้องงหลายอย่าง
หลังจากนั้นก้อกลับไปนอน........ อันนี้เป็นบรรยากาศหน้าห้องพัก ตอนหกโมงเช้าได้มั้ง ไม่รู้ตื่นมาทำไม
ตอนแรกว่าจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น เห็นมีภูเขาด้านหลังทางทิศตะวันออกพอดี
แต่เช้า โผล่มาดู เมฆหนาเต็มไปหมด เห็นท้องฟ้าด้านหลังป่ะ เริ่มสว่างแหล่ะ
พออีกแป๊บออกมาดูอีกครั้ง ลืมตาแท่บไม่ขึ้นเลย พระอาทิตย์แดงจ๊า เลยหล่ะ
ประมาณว่า นี้ขนาด 7 โมง ยังแดดแรงขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดตอนกลางวันเลย
หลังจากนั้น ตอนแรกก้อนึกว่าจะได้ไปเที่ยวไหน ก้อพี่ๆ น้องๆ เค้าไปทำงานที่สำนักงาน
ตัวแทนกัน เราก้อช่วยๆ เค้าไปตามเรื่อง ไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ บ่ายๆ ก้อไปเดินเล่น Big C
(ไปถึงลำปาง แต่ได้ไปเที่ยว Big C อ่ะเห้อออ)
หลังจากนั้นก้อกลับไปโรงแรม ไม่มีอะไรทำเลย นั่งๆ นอนๆ กลิ้งไปกลิ้งมา
พอดีน้องที่ไปด้วย เข้ามานั่งคุยที่ห้อง ดูทีวีไปซักแป๊บเริ่มเบื่อเลยชวนกันไปเดินเล่น
แต่ที่อยู่เนี้ย มันกลางเมืองลำปาง รถก้อไม่ได้ขอยืมเค้าไว้ จะไปไหนก้อเลยไม่รู้จะไปไงดี
ก้อเลยเดินเล่นรอบๆที่พัก เดินไปเดินมา ก้อมั่วๆ ทาง แต่ยังดี ยังหาทางกลับมาที่พักได้ หุๆๆ
กลับมาซักพัก ฟ้าก็เริ่มมืด เห็นบรรยากาศหน้าที่พักดูสวยดีเลย
ถ่ายรูปหน้าที่พักเล่นๆ ลองกล้องดู ลองเปิดหน้ากล้องถ่ายพระจันทร์ ก่ะรถวิ่งไปวิ่งมาหน้าโรงแรม
ก็ลำบากลำบนอีก เพราะไม่มีขาตั้งกล้อง ว่าจะไปซื้อ ก็ดูลงทุนเกินไป
อันนี้เวลาประมาณ 18.30 น่ะครับ เปิดหน้ากล้องนานไปหน่อยมั้ง เลยดูสว่างไปเลย
เย็นนั้นก้อไปสนามบิน ไปรับผู้ใหญ่จากบริษัท มาร่วมงานเปิดสำนักงานตัวแทน
รอเครื่องบินอยู่พักใหญ่ เครื่องดีเลย์ รอซ่ะหิวเลย
พี่เค้าก้อเลยพาไปกินข้าวริมแม่น้ำวัง ชื่อร้าน "เฮือนชมวัง"
ตอนแรกนึกว่าชมวังของเจ้าที่ไหน ที่ไหนได้ แม่น้ำวังนี่เอง
บรรยากาศที่ร้านก้อดี อาหารอร่อยดี พูดถึงอาหาร ก่อนหน้านี้เราลดน้ำหนักไปได้ตั้งหลายโล
แต่ไปนี่แค่ 4 วัน มันกลับมา 2 โลฯ เลยอ่ะ เซ็งเลย
เช้าอีกวัน ก้อไปเตรียมงานที่สำนักงานตัวแทน ไปช่วยๆเค้า
วันนั้นมี 2 งาน งานเปิดสำนักงานตัวแทนก่ะ งานมอบกรมธรรม์คุ้มครองรถม้าน่ะ
อันนี้เป็นรูปรถที่เค้าจ้างโฆษณา ประกาศในตัวจังหวัดให้คนรู้จักชื่อบริษัทน่ะ
พอดีผ่านมาหน้าสำนักงานพอดี เลยถ่ายซ่ะ
รูปรถม้าที่ได้รับมอบกรมธรรม์ เค้าให้นั่งเล่นรอบเมืองเล็กๆ น่ะ ก้อสนุกดี เท่าที่นึกออก เหมือนยังไม่เคยนั่งอ่ะ หลังจากนั้นก้อไปกินข้าวกลางวัน กินเสร็จก้อรีบๆ ไปเก็บของ check out จากโรงแรม เตรียมตัวเดินทางกลับกทม. ออกจากลำปางประมาณ 13.00 น. ถึงบ้านก้อประมาณ 19.00 น. ถ้าไม่รวมแวะกินข้าวก้อใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชม. จาก ลำปางถึงกทม. นั่งรถกันเมื่องก้นเลยหล่ะกัน..... และแล้วก้อเล่าจบจนได้ ถ้าคราวหน้ามีทริปไปไหนอีก จะแวะมาเล่าให้อ่านอีกน่ะคร๊าบบ วันนี้ไปก่อนหล่ะ ง่วงแหล่ะ up มากไปหน่อย Bye....... |
|
|